Vrhorseman.com แหล่งข้อมูลสำหรับทุกคนที่รักม้า
 
 
User email Pwd. สมัครสมาชิก | ลืมรหัส?

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับม้า(สมบูรณ์) Part 2/2



 

การคัดเลือกม้า

การคัดเลือกม้าเพื่อเอาไว้ขี่ หรือเอาไว้ขายต้องเป็นไปตามคุณ ลักษณะของผู้ที่ต้องการหรือผู้ซื้อ

การพิจารณาในการคัดเลือกม้าเพื่อขี่ :
?  ผู้เริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ๆ ควรขอความรู้ คำแนะนำจากผู้ที่มีความ ชำนาญแล้ว
?  ม้าต้องมีความสมบูรณ์ ไม่มีตำหนิ ขาและเท้าทั้งสี่จะต้องแข็งแรง ได้รูป
?  มีรูปร่างดี และลักษณะเป็นไปตามพันธุ์
?  จะต้องเลือกม้าที่มาจากตระกูลที่ดี และมีประวัติพันธุ์อย่างละเอียด สำหรับการใช้ประกอบการตัดสินใจ
?  ม้าที่ประวัติชนะเลิศการแข่งขัน สามารถใช้เป็นปัจจัยในการคัด เลือกได้

ลักษณะของม้า การ เลือกม้าเพื่อจะเลี้ยงไว้ดูเล่นหรือเลี้ยงไว้ด้วยเหตุผลอื่นก็ตาม วีธีเลือก(ของไทย) ที่ยอมรับกันมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบันก็คือการดูลักษณะม้า โดยพิจารณาลักษณะดังต่อไปนี้
?  ผิวม้า ม้ามาจากตระกูลดี และม้าลักษณะดี จะต้องมีผิวหนังบาง ขนสั้น มองเห็นรอยเส้นเลือดได้ชัดเจน เรียกว่า ม้าผิวบาง
?  อวัยวะภายนอก ม้าที่มีกล้ามเนื้อใหญ่โต ขาใหญ่ คอหนา ศีรษะโต ม้าที่มีลักษณะเช่นนี้ เป็นม้าแข็งแรง แต่ไม่ว่องไว เรียก ม้าทึบ
?  นิสัย ม้าที่มีลักษณะหงอย ไม่ปราดเปรียว ส่วนมากมักจะแข็งแรง เรียกว่า ม้าเลือดเย็น ม้าที่มีลักษณะปราดเปรียว ส่วนมากนิสัยดี และมีสายเลือด เรียก ม้าเลือดร้อน
?  ส่วนศีรษะ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ
?  ส่วนหน้า จากตาถึงปลายจมูก
?  ส่วนกระหม่อม จากตาถึงท้ายทอย
?  ม้าที่ตระกูลดี ฉลาด ว่องไว และเลือดร้อนส่วนหน้าจะเล็กกว่าส่วนกระหม่อมมาก

สันจมูก ม้าที่มีสันจมูกตรงหรือแอ่นงอนแสดงว่าเป็นม้าเลือดเย็น ม้าที่มีสันจมูกโค้งและนูนตรงกลางแสดงว่าเป็นม้าเลือดร้อน

รูจมูก ม้าที่มีจมูกกว้าง มักจะเป็นม้าที่แข็งแรง

ปาก ม้าปากกว้าง(มุมปากอยู่ใกล้แก้ม) เป็นม้าแข็งแรง ม้าปากเล็ก มุมปากเล็ก (มุมปากตื้น) มักจะเป็นม้าที่สอนง่าย

ตา ม้าตากลมโตจะเป็นม้าเลือดเย็น สอนง่าย ม้าตาเล็กจะเป็นม้าใจร้อน เกเร ไว้ใจไม่ได้

ขากรรไกร ม้าขากรรไกรหนาและขากรรไกรโต มักจะมีนิสัยดื้อ ไว้ใจไม่ได้ เกียจ

หู ม้าตระกูลดี ได้แก่ ม้าหนู คือ หูเล็กบางและชิดกัน ม้าตระกูลปานกลาง ได้แก่ ม้ากระต่าย คือ หูเล็กแต่ยาว ม้าตระกูลไม่ดี ได้แก่ ม้าหูลา หูใหญ่ยาวปลายเรียว ม้าหูวัว หูจะสั้นหนา

คอ :
?  สันคอ ม้าที่มีสันคอบาง เป็นม้ามีตระกูลดี วิ่งเร็ว แต่ไม่ค่อยแข็งแรง ส่วนม้าที่มีสันคอหนา เป็นม้าตระกูลไม่ดี วิ่งไม่ค่อยเร็ว แต่แข็งแรง
?  ผมแผง ม้าตระกูลดี ผมแผงจะมีขนเส้นบางๆ ม้าตระกูลไม่ดี ผมแผงคอจะหยาบ เส้นหนา
?  รูปคอ คอม้ามีรูปร่างต่างกันออกไป ซึ่งจะเป็นลักษณะที่เป็นเครื่องสังเกตว่า ม้จะดีหรือไม่ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด
ม้าคอหงส์ คือลักษณะรูปคอที่โค้งตลอด ตั้งแต่ต้นคอจนถึงปลายคอ ม้าที่มีคอลักษณะเช่นนี้ จะเป็นม้าที่วิ่งเรียบและมีฝีเท้าเร็วขี่สบาย
ม้าคอตรง คือม้าที่สันคอโค้ง ส่วนใต้คอตรง มีรูปคอพอเหมาะ ม้าที่มีลักษณะเช่นนี้ จะแข็งแรง ว่องไว เหมาะแก่การขี่

ตะโหงก เป็นสิ่งแสดงความแข็งแรงของม้า ม้าที่ว่องไวจะมีตะโหงกสูงเด่น ส่วนม้าที่ตะโหงกเตี้ยแสดงว่าม้าไม่แข็งแรง

ส่วนหลัง เป็นส่วนที่รับน้ำหนัก ของคนที่นั่งบนหลังม้า ม้าที่มีลักษณะหลังที่ยาว และอ่อน แสดงถึงว่าม้านั้นไม่แข็งแรง เพราะเมื่อใช้ขี่หรือบรรทุกของ จะทำให้หลังอ่อนรับน้ำหนักได้ไม่มาก ถ้าม้าที่ส่วนหลังสั้นจะทำให้ม้าเอี้ยวตัวไม่สะดวก และเป็นเครื่องชี้ให้ทราบได้ว่า ปอดม้านั้นจะไม่ใหญ่ เวลาวิ่งจะเหนื่อยเร็ว เราแบ่งลักษณะรูปส่วนหลังออกเป็น :
?  ม้าหลังโค้ง เป็นม้าที่รับน้ำหนักได้ดีมาก และมีความอดทนต่อน้ำหนักที่รับ แต่ถ้าใช้ขี่จะกระเทือนมาก ม้าชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้บรรทุกสิ่งต่างๆ
?  ม้าหลังตรง เป็นม้าที่มีลักษณะดี เมื่อเวลาบรรทุกของ หลังจะแอ่นลงเล็กน้อย ม้าประเภทนี้ รับน้ำหนักได้ดี มีความอดทนและขี่สบาย
?  ม้าหลังแอ่น ม้าที่มีลักษณะรูปหลังแอ่น เมื่อบรรทุกของหรือรับน้ำหนักคนขี่จะทำให้หลังแอ่นมากขึ้น ม้าชนิดนี้จะรับน้ำหนักมากไม่ได้ แต่ใช้ขี่ได้เรียบสบาย

ส่วนก้นหรือส่วนท้ายของม้า ม้าที่มีก้นหนาใหญ่ จะเป็นม้าที่มีกำลังมาก แข็งแรงและวิ่งได้เร็ว

หาง มีประโยชน์สำหรับป้องกันยุง และแมลงมารบกวน ฉะนั้นจึงไม่ควรตัดหางม้าให้สั้นเกินไป หางม้ายังบอกตระกูลของม้าได้ โดยดูตำแหน่งการติดของมัน หางติดสูง คือตำแหน่งของหางจะติดได้ระดับเดียวกันกับก้นของม้า แสดงว่าเป็นม้าตระกูลดี หางติดต่ำหรือหากจุกตูด เป็นม้าตระกูลไม่ดี ไม่สวยงาม หางติดปานกลางแสดงว่าเป็นม้าที่ตระกูลพอใช้ได้

หน้าอก เป็นเครื่องแสดงให้ทราบว่า ม้านั้นแข็งแรงหรือไม่ แบ่งออกเป็น
ม้าอกราชสีห์ คือ ม้าที่มีหน้าอกกว้าง มีกล้ามเนื้อมาก และกล้ามเนื้อนูน เป็นก้อนทั้งสองข้าง แสดงว่าเป็นม้าที่มีกำลังแข็งแรง มีความอดทนดี
ม้าอกไก่ คือ ม้าที่มีหน้าอกแคบ กล้ามเนื้อน้อยและอกนูนเป็นสันลงมา ตรงกลางดูคล้ายอกไก่ เป็นม้าที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก
ม้าอกแคบหรืออกห่อ คือ ม้าที่มีกล้ามเนื้ออกน้อย เวลายืนขาหน้าจะชิดกันมาก แสดงว่า ไม่แข็งแรงและไม่อดทน

สวาบ สวาบของม้าธรรมดา มักจะกว้างราว ๑ ฝ่ามือ จึงจะนับว่าพอดี ถ้าสวาบกว้างกว่านี้ ส่วนมากนับว่าไม่แข็งแรง มักจะเป็นม้าเอวบางหรือเอวอ่อน

สะบัก ม้าที่มีสะบักยาว มักวิ่งได้เร็ว เนื่องจากม้าเหยียดขาไปข้างหน้าได้มาก ก้าวขาได้ยาวและเร็ว สะบักม้าที่ดีจะมีความยาวเท่ากับส่วนศีรษะหรือถ้ายาวกว่าส่วนศีรษะยิ่งดี สะบักควรจะเอนประมาณ ๕๐ ? ๖๐ องศากับลำตัว จึงนับว่าดี

ขาหน้า ขาหน้า จะต้องไม่โก่งหรือแอ่น ขาทั้งคู่ควรจะตั้งตรง จึงจะเป็นม้าที่วิ่งได้ดี ม้าที่ปลายเท้าแคบหรือยืนบิดปลายเท้า หรือยืนขาถ่าง มักจะวิ่งไม่เร็ว ส่วนประกอบของขาหน้า ที่ควรพิจารณา ได้แก่
โคนขา ควรจะมีกล้ามเนื้อแข็งแรง และค่อยๆเรียวลงมาตามลำดับ และผิวหนังบางเห็นเส้นเอ็นได้ชัดจึงจะดี
หน้าแข้ง ต้องเรียวเล็กลงตามลำดับ มีผิวหนังบาง ขนละเอียด ไม่ปุกปุยและหยาบ
กีบ ม้าที่มีกีบเล็กจะวิ่งได้เร็วกว่าม้าที่มีกีบใหญ่ กีบที่ดีจะต้องเรียบไม่เป็นลูกคลื่น หรือมีรอยแตกร้าว

ขาหลัง เช่นเดียวกับขาหน้า คือ ตั้งได้พอเหมาะ ขาหลังทั้งสองข้าง ต้องอยู่ห่างกันพอเหมาะ เวลาม้ายืน ขาหลังต้องเอนเข้าข้างในตัวเล็กน้อย และข้อตาตุ่มของขาหลังโตกว่าข้อตาตุ่มของขาหน้าเล็กน้อย
 

การดูแลและรักษา


การทำความสะอาดม้านี้ต้องทำเป็นประจำทุกวัน เช่นเดียวกับคนที่ต้องทำความสะอาดตัวเอง การทำความสะอาดม้า
อาจแบ่งได้ดังนี้

๑.การกราดม้า มีประโยชน์ทำให้ร่างกายม้าสะอาด ป้องกันโรคผิวหนัง และทำให้หนังมีความสมบูรณ์ การกราดนั้นต้องใช้กราดเหล็ก กราดตามคอ
ตามตัว เพื่อให้ขี้รังแคออกให้หมด การใช้กราดต้องคอยระมัดระวังอย่าให้ผิว
หนังม้าถลอกเพราะฟันของกราดเป็นเหล็ก ม้าเป็นสัตว์ที่มีผิวหนังบาง ดังนั้น
ส่วนที่คอและท้องของม้าไม่ควรกราดด้วยกราดเหล็ก

๒.การแปรง จับแปรงด้วยมือขวา และถือกราดเหล็กด้วยมือซ้าย เอาแปรงถูย้อน ขนไปมาจนรังแคติดที่แปรง แล้วนำแปรงมาถูกับกราด (การแปรงนี้กระทำภายหลังจากกราดแล้ว) ทำเช่นนี้ไปจนทั่วตัวม้า การยืนทำ
ความสะอาด ผู้ที่ทำความสะอาด ควรยืนเหนือลมหันหน้าม้าไปทางทิศทวนลม (ถ้าทำได้)

๓.การเช็ดตัวม้า ภายหลังจากการกราด และแปรงขนทั่วตัวม้าเรียบร้อยแล้ว ก็ทำความสะอาดเช็ดตัวม้าด้วย
ผ้าสะอาดที่บริเวณตา จมูก ปาด หู ตามใบหน้าและทั่วๆไป อีกครั้งหนึ่ง

๔.การนวดม้า เป็นการนวดตามกล้ามเนื้อและตามข้อต่างๆที่เคลื่อนที่ไปมา โดยการนวดด้วยน้ำมัน ใช้สันมือถูนวดแรงๆ
(ระวังอย่าใช้น้ำมันที่ร้อนเกินไป ถูนวดบริเวณผิวหนังที่บาง) การนวดนี้ควรนวดให้ทั่ว

๕.การอาบน้ำม้า การ อาบน้ำม้านี้ถ้าทำได้ควรอาบน้ำม้าสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง เพื่อจะได้ทำความสะอาดม้า ล้างฝุ่นและโคลนที่ติดตามตัว ที่กราดด้วยแปรงไม่ออก ในการอาบน้ำม้านี้ มีข้อควรระวัง ดังนี้
๕.๑ ถ้าลงอาบน้ำในบ่อ สระ แม่น้ำ ลำคลอง ควรจะหาที่ให้ม้าลงอาบน้ำได้สะดวกเป็นที่ๆตลิ่งไม่ชัน
๕.๒ ที่อาบน้ำม้าไม่ควรไกลจากโรงม้ามากเกินไป เพราะการเดินไปมาอาจทำให้ม้าร้อนมากและเป็นหวัดได้
๕.๓ ในเวลาแดดร้อนจัดไม่ควรอาบน้ำม้า
๕.๔ ม้าเป็นหวัด เป็นไข้ ไม่ควรอาบน้ำ
๕.๕ เมื่ออาบน้ำแล้วควรเช็ดตัวให้แห้ง ระวังอย่าให้ถูกลมจัดเกินไป

๖.การตัดขนม้า มีประโยชน์สำหรับ กราดและแปรงได้สะดวกขึ้น และดูสวยงาม การตัดขนนี้โดยทั่วไปมักตัดกันเมื่อขนยาว แต่ทางที่ดีแล้ว การตัดขนม้านั้นควรตัดในฤดูหนาว เพราะว่าในฤดูหนาวเมื่อม้าออกกำลังแล้ว เหงื่อม้าจะไม่ซึมออกมาข้างนอก เป็นรังแคง่าย ทำให้การทำความสะอาดม้าเป็นไปด้วยความลำบากเพราะขนม้ายาว การตัดขนนี้ต้องตัดทั่วตัวม้า ถ้าหากทำได้แล้วควรตัดขนม้าปีละ ๑ ครั้ง ในการตัดขนทุกครั้งควรตัดนอกโรงม้าเพราะขนม้าอาจปลิวไป เมื่อม้าตัวอื่นๆ
หายใจเข้าไป จะทำให้อวัยวะหายใจของม้าพิการได้

๗.การตัดแผงคอ ผมหน้า และซอยหาง
๗.๑ การตัดแผงคอของม้านั้น โดยทั่วไปดูว่าม้าตัวนั้นมีแผงคอสวยหรือไม่ เจ้าของม้าบางคนไม่นิยมไว้แผงคอม้า
อาจตัดออกก็ได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมให้แผงคอยาวไว้ประมาณครึ่งหนึ่งของความกว้างของคอม้า และใช้วิธีการดึงขนให้บางลง
๗.๒ การตัดผมหน้า โดยธรรมดาทั่วไป ผมหน้านั้นป้องกันแดดส่องกระหม่อมและตา แต่ถ้าหากว่าผมหน้ายาวและหนาเกินไป ก็อาจตัดและซอยออกได้บ้าง เพื่อความสวยงาม และไม่ให้ผมหน้าเข้าตาม้าตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้ตาม้าอักเสบและเจ็บได้
๗.๓ การซอยหาง ขนหางม้ามีไว้สำหรับไล่แมลง แต่ถ้าหากว่ายาวเกินไปและหนา ก็อาจตัดและซอยออกเพื่อความสวย
งามก็ได้ แต่ไม่ควรให้สั้นกว่าข้อน่องแหลม
๗.๔ นอกจากนี้แล้วขนที่ควรตัด ได้แก่ เคราใต้คางม้า ขนที่ใต้ข้อน่องแหลม ไรกีบควรตกแต่งให้สวยงาม

๘.การตอกเกือก เกือกม้าสำหรับม้าแข่งสำคัญมาก ไม่ว่าจะแข่งทางราบหรือแข่งกระโดด คล้ายๆกับนักวิ่งที่ใส่รองเท้า
ตะปูกับนักวิ่งเท้าเปล่า รองเท้าจะทำให้การเกาะจับพื้นดินดีขึ้น ไม่ลื่น ในการตอกเกือกม้านี้ต้องระวังเป็นพิเศษ ก่อนตอกดูการเดิน หลังการตอกก็ต้องดูการเดินของม้า ดูแนวตะปูเกือกสนิทหรือไม่ เอียงหรือตะแคงหรือไม่ ความสูงเท่า
กันหรือไม่ นอกจากนี้แล้วจะต้องดูให้ปลายตะปูพับเรียบร้อยเป็นแนวเดียวกัน

๙.การบำรุงกีบม้า การบำรุงกีบม้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ถึงแม้ว่าม้าบางตัวกีบจะแข็ง แต่ผู้เลี้ยงบำรุงมักจะไม่เข้าใจ
เรื่องการบำรุงรักษากีบ ฉะนั้นกีบม้าจึงเสียบ่อยๆ วิธีบำรุงกีบม้าให้ปฏิบัติดังนี้ คือ
๙.๑ เมื่อกลับจากซ้อมหรือแข่งแล้วต้องแคะเอาดิน โคลน เศษหิน ฯลฯ ที่ติดอยู่ในกีบออกให้หมด
๙.๒ การล้างกีบ ถ้าใช้น้ำอุ่นได้ยิ่งดี ถ้าใช้น้ำเย็นไม่ควรล้างเวลาที่ม้ากลับจากซ้อมหรือแข่งใหม่ๆ ควรรอให้ม้าพักประมาณ ๕ นาที ก่อนจึงล้างกีบ
๙.๓ การที่จะให้ม้ากีบนุ่ม เหนียว ต้องให้ม้าได้ออกกำลังกายทุกวันและวิ่งในที่นุ่ม
๙.๔ ห้ามขี่ม้าในที่แข็ง เช่น บนถนน ไม่ควรวิ่งเร็วเกินไป และไม่ควรผ่านพื้นที่ ที่มีก้อนหินโตๆ
๙.๕ ห้ามใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ตะไบ กระดาษทราย ขัดถูที่ประทุน กีบ หรือพื้นที่กีบม้าเพราะจะทำให้กีบเสีย และทำให้กีบแห้งแตกร้าว แต่การใส่เกือกก็ตัดแต่งได้เล็กน้อย
๙.๖ ม้าไม่ควรยืนบนพื้นแข็ง เช่น กระดาน พื้นซีเมนต็ นานๆ โดยไม่มีสิ่งปูรอง เช่น ฟาง หญ้า แกลบ หรือเปลือกไม้ เป็นต้น
๙.๗ ถ้าม้ากีบแห้ง ควรทำให้กีบม้าอ่อน โดยใช้ดินเหนียวพอก หรือเอาผ้าชุบน้ำพัน หรือให้ม้ายืนในที่แฉะ เช่นในโคลนที่ไม่สกปรก
๙.๘ ไม่ควรเอาน้ำมัน อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นพิษร้อนหรือยางไม้ทา
๙.๙ ต้องคอยระวังเปลี่ยนเกือกม้าให้เรียบร้อย ตามกำหนดอายุการใช้งานของเกือก หรือถ้าตะปูหลุดหลวม หรือคลอน ก็ให้จัดการแก้ไขทันที

 

โรคม้า


 ๑. การแพ้ยาถ่ายพยาธิ การ ถ่ายพยาธิเป็นสิ่งสำคัญในการเลี้ยงดูม้า ฟีโนไธอาซีน ( Phenothiazine) เป็นยาถ่ายพยาธิที่นิยมใช้กันมาก เพราะสามารถทำลายพยาธิตัวกลมได้เกือบทุกชนิด แต่ในขณะเดียวกันยาถ่ายพยาธิชนิดนี้สามารถทำให้ม้าป่วยเพราะพิษยาได้ด้วย อาการที่พบ เช่น อาการโลหิตจางเรื้อรัง ม้าท้องอาจแท้งลูกและเกิดอาการแพ้แสงสว่าง การรักษาอาจทำได้โดยหยุดใช้ยาชนิดนี้ ในกรณีที่เป็นพิษรุนแรง อาจจำเป็นต้องมีการให้เลือด

 

๒. พยาธิม้า พยาธิม้ามีมากมายหลายชนิด ที่สำคัญๆมี ๔ ชนิด ด้วยกัน ได้แก่
๒.๑ พยาธิดูดเลือด ( Strongylus spp.) ตัวแก่ของพยาธิชนิดนี้ อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของม้า ดุดเลือดม้ากินเป็นอาหาร ตัวอ่อนของพยาธิอาจชอนไชเข้าไปในกระแสโลหิต ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดทำให้ม้าตายได้
๒.๒ พยาธิเข็มหมุด ( Oxyuris equi) ตัวแก่ของพยธิชนิดนี้ อาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ของม้าแล้วจะติดออกมากับอุจจาระ และจะวางไข่ไว้บริเวณใต้หางม้า ทำให้เกิดการระคายเคืองและม้าจะเอาหางไปถูกับผนังคอก ทำให้ขนหลุดจนกลายเป็นขี้กลาก
๒.๓ พยาธิตัวกลม (Round worm, Parascaris equorum) ตัวแก่อาศัยอยู่ในลำไส้ของม้าและคอยแย่งกินอาหารที่ย่อยแล้ว ทำให้ม้าเกิดโรคขาดอาหาร ตัวอ่อนของพยาธิอาจชอนไชเข้าไปในเส้นเลือดเข้าสู่ตับ หัวใจ ปอด ซึ่งอาจทำให้ม้าถึงแก่ความตายได้
๒.๔ พยาธิบอท( Bot Grubs, Gastrophilus spp.) ตัวแก่ของบอทเป็นแมลงคล้ายๆแมลงดูดเลือด และจะวางไข่บนตัวม้า บริเวณขา หน้าอก สวาบ ไข่ของพยาธิบอทที่ม้ากินเข้าไป จะเจริญตัวเป็นหนอน (margot) ไปฝังตัวอยู่ที่ผนังกระเพาะทำให้เกิดแผลหรือก้อนเนื้องอกในกระเพาะทำให้มี อาการเสียด

การป้องกันรักษา
ทำได้โดยการทำลายวงจรของ พยาธิแต่ละชนิด และจะต้องให้ม้ากินยาถ่ายพยาธิเป้นประจำทุกๆ ๖ ? ๘ สัปดาห์ ยาถ่ายพยาธิที่นิยมใช้กันมาก ได้แก่
?  ออกซิเบนดาโซล (Oxibendazole)
?  ไอเวอร์แมกติน (Ivermectin)

๓. โรคติดต่อร้ายแรงในม้า
๓.๑ โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นโรคร้ายแรง และอาจทำให้สัตว์ถึงตายได้ สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า บาซิลลัส แอนทาซีส (Bacillus anthracis) สัตว์ที่ป่วย จะมีอาการเสียดอย่างแรง มีอาการไข้สูง ตัวสั่น เบื่ออาหาร หงอย ซึม กล้ามเนื้อขาไม่มีกำลัง อุจจาระมีเลือดปน ท้องและคอจะบวมร้อน การควบคุมโรค ทำได้โดยการทำลายสัตว์ที่ป่วย ฉีดวัคซีนป้องกันโรค และแยกสัตว์ที่ป่วยออกจากฝูง โดยราดด้วยโซดาไฟละลายน้ำ ๕ ต่อ ๑๐๐ ส่วน
๓.๒ โรคเซอร่า (Surra) สาเหตุเกิดจากเชื้อโปรโตซัว ชื่อว่า ทรีพพาโนโซมา อีแวนซี (Trypanosoma evansi) ซึ่งจะเข้าไปอาศัยอยู่ในไขสันหลัง ม้าม และในกระแสเลือด อาการที่ปรากฏหลังจากได้รับเชื้อแล้ว ๔ ? ๑๓ วัน คือ เบื่ออาหาร ซึม ง่วง ไข้สูง อ่อนเพลีย หายใจถี่หรือหอบ เกิดจุดเลือดที่เปลือกตาชั้นในและเยื่อตา บวมบริเวณหนังอวัยวะสืบพันธุ์ ขาใต้คางและเนื้อท้อง สัตว์ที่ป่วยอาจจะตายในระยะเพียงไม่กี่วัน
๓.๓ โรคโลหิตจางในม้า (Equine Infectious Anemia : F.I.A) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงในม้า เกิดจากเชื้อไวรัส ไทรเฟอร์ อีควินอรัม (Trifur equinorum) ทำให้ม้ามีอาการไข้ขึ้นลง ซึม อ่อนแอ บวมน้ำ น้ำหนักลด บางรายมีเลือดคลั่ง มีจุดเลือดตามเยื่อเมือกของตา พบโลหิตจางเป็นเวลานาน

อาการขั้นสุดท้าย สัตว์จะแสดง อาการอ่อนเพลีย ทรงตัวไม่ไหว หายใจเร็ว เบื่ออาหาร ไข้สูง ท้องบวม และตายในที่สุด โรคนี้ยังไม่มียารักษา แต่อาจป้องกันได้ ด้วยการแยกสัตว์ป่วยให้พ้นพื้นที่ และฆ่าเชื้อโรคบริเวณที่สัตว์อาศัย ภาชนะหรือเครื่องขี่ของสัตว์ป่วยต้องได้รับการอบฆ่าเชื้อ จนมั่นใจแล้วจึงนำมาใช้ได้
๓.๔ โรคบาดทะยัก (Tetanus) สาเหตุเกิดจากเชื้อ คลอสตริเดียม เททานิ (Clostridium tetani) ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณผิวดิน ในอุจจาระ สัตว์ที่ป่วยจะมีอาการขากรรไกรแข็ง หรือขาหลังทำงานได้ไม่ปกติ อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น หายใจลำบาก กล้ามเนื้อกระตุก สัตว์ที่ป่วยจะไม่ชอบแสงสว่างและเสียง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริวแข็งมากขึ้น อาจล้มลงและถึงตายได้ในที่สุด

 

การขี่ม้า


หลายคนคงเคยชมภาพยนตร์หรือดทีทัศน์ที่มี เรื่องเกี่ยวการขี่ม้า ซึ่งดุแล้วมีลักษณะสง่างาม หรืออย่างพวกเลี้ยงปศุสัตว์หรือคาวบอย (Cowboys) ที่มีความสามารถในการขี่ม้าได้อย่างเชี่ยวชาญ และทำให้ดูเหมือนว่าการขี่ม้าเป็นเรื่องที่ทำกันง่ายๆ แต่แท้จริงแล้ว การขี่ม้าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้ขี่ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ส่วนม้าที่ใช้ขี่จะต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่าเครื่องม้าอย่างครบถ้วน และการผูกอานม้าใส่บังเหียนก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง ประกอบกันไปด้วย การขี่ม้าที่ถูกวิธีนั้น ผู้ขี่ต้องได้รับการฝึกฝนมา
อย่างดี และมีความอดทนสูง จึงจะสามารถบังคับม้าให้วิ่งไปตาม
ความต้องการได้

 

คุณลักษณะของนักขี่ม้า

การเป็นนักขี่ม้าที่ดี ต้องได้รับการฝึกสอนและมีการฝึกฝนเป็นประจำ ทั้งในทางปฏิบัติและทฤษฎี แต่การที่จะให้ทุกคนเป็นนักขี่ม้าที่ดีนั้นลำบาก เพราะสิ่งแวดล้อม เวลา และการอบรม ตลอดจนนิสัยของนักขี่ม้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลักษณะของนักขี่ม้าที่ดี คือ

?  ต้องมีนิสันเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ อ่อนโยน ปฏิบัติตามคำสั่งของครูฝึกสอนหรือเจ้าของคอกม้า รู้จักระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ในเรื่องการขี่ม้าของสนาม

?  มีนิสัยรักม้า เมื่อเกิดความรัก ก็มีใจเมตตาต่อม้านั้นๆ

?  ต้องมีความซื่อตรง โดยต้องเป็นคนไว้ใจได้ ซื่อตรงต่อหน้าที่ของตน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

?  ได้รับการฝึกฝนมาแล้วเป็นอย่างดี การเป็นนักกีฬาขี่ม้าได้ต่อเมื่อได้ผ่านการทดสอบมาแล้ว แม้เมื่อผ่านการทดสอบมาแล้ว ใช่ว่าจะเป็นนักขี่ม้าที่ดี ต้องคอยฝึกซ้อมทบทวนหรือหาความชำนาญเสมอ

?  เป็นคนที่สนใจและชอบการขี่ม้า สนใจในการฝึกฝนตนเอง ไม่เกียจคร้านในการฝึกซ้อม พยายามสังเกตนิสัยของม้าเสมอๆ รู้จักม้าและจำม้านิสัยม้าที่เคยขี่ได้

?  มีความสามารถในการบังคับม้า หรือพูดได้ว่าขี่ม้าเก่ง ซ้อมม้าอย่างสม่ำเสมอ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบากับม้าที่ขี่

?  มีกำลังใจกล้าแข็งเหนือม้า ไม่กลัวม้า และไม่กลัวอันตรายที่ได้รับจากม้า ตลอดจนรู้ว่าอันตรายนั้นมีอะไรบ้าง มีความเข้มแข็งอดทน

?  ใจเย็นไม่ฉุนเฉียว ไม่ลงโทษม้าด้วยความโมโหโทโส รู้จักการลงโทษม้าเมื่อเขาทำผิด และให้รางวัลม้าเมื่อเขาตั้งใจรับการฝึก และรู้จักการฝึก การปลอบ และการเอาใจม้า

?  ต้องมีความเมตตา กรุณา รู้จักการให้อภัย เพราะม้าพูดกับเราไม่ได้ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรจึงจะสัมพันธ์กัน และม้าไม่เคยมีความรู้เรื่องการถูกบังคับ หรือการแข่งเป็นกีฬามาก่อน ทุกอย่างเราเป็นคนฝึกหัดให้เขาทั้งสิ้น

?  รู้จักการถนอมกำลังกายของตัวเอง เพื่อให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอ รู้จักการรักษาเนื้อรักษาตัวให้เป็นคนที่แข็งแรง เพื่อให้มีกำลังกาย กำลังใจ ความคิด ในการบังคับม้าต่อไป

 

การเก็บรักษาเครื่องม้า


การเก็บรักษาเครื่องม้า เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในวงการขี่ม้าและม้าแข่ง เพราะเครื่องม้าเป็นส่วนประกอบในการขี่ม้า ถ้าหากว่าการเก็บรักษา และทำควาสะอาด ไม่ดีพอแล้ว อาจทำให้ชำรุดหรือเสียหายเร็วเกินไป หรือถ้าหากว่าผู้ใช้ไม่ตรวจ ให้ละเอียดรอบคอบแล้ว อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขี่ม้า ถึงพิการหรือเสียชีวิตได้

เครื่องม้า ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ต่างๆมากมายที่จะอำนวยควาสะดวกให้กับผู้ขี่และม้าได้ แต่อุปกรณ์หลักๆประกอบไปด้วย
?  สายบังเหียน
?  อานม้า
?  เครื่องม้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ

สายบังเหียน เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการบังคับม้า เพื่อให้ม้าเลี้ยวไปตามทิศทางที่ผู้ขี่ต้องการ ตลอดจนเป็นเครื่องมือที่จะใช้สื่อสารความต้องการระหว่างผู้ขี่และม้า บังเหียนจะใช้ผูกกับส่วนของขลุมขี่ที่ผูกติดกับหน้าม้า

อานม้า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ใน การนั่งของผู้ขี่ บนหลังม้า เพื่อให้ผู้ขี่สามารถบังคับม้าด้วยน่อง โดยมีส่วนประกอบสำคัญ คือสายรัดทึบที่ยึดตัวอานให้อยู่บนหลังม้าพอดี ไม่ให้เลื่อนไหลหรือพลิก และสายโกลนและโกลนซึ่งใช้ในการเหยียบเพื่อพักขาของผู้ขี่

?  เครื่องม้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ได้แก่ ขลุมขี่ ขลุมจูง ขลุมตีวง เป็นต้น

ขลุมขี่ เป็นอุปกรณ์ที่ผูกติดกับส่วนหน้าม้า โดยมีส่วนยึดเหล็กปากให้อยู่ในช่องปากของม้าเพื่อใช้ในการบังคับ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
(๑) ขลุมเดี่ยว หรือเรียกว่า ชุดบังเหียนปากอ่อน ใช้สำหรับผู้บังเหียนเส้นเดียว
(๒)ขลุมคู่ หรือเรียกว่า ชุดบังเหียนปากแข็ง ขลุมนี้ใช้สำหรับผูกกับสายบังเหียน ๒ เส้น โดยสายหนึ่งผูกติดกับเหล็กปากอ่อน(ขยับได้) และอีกสายหนึ่งที่ผูกกับเหล็กปากแข็ง(มีหยักโค้งทรงรูป) ซึ่งต้องมีสายรัดกระหม่อม ๒ สาย สายขลุม ๒สาย สายบังเหียน ๒ สาย การใช้ขลุมคู่นี้มักจะใช้กับม้าที่นิสัยเกเร ต่อต้านการบังคับ ซึ่งหากใช้บังเหียนปากอ่อนแล้วจะไม่สามารถบังคับได้

ขลุมจูง เป็นขลุมที่ใส่ไว้เพื่อล่ามม้า ใช้ผูกหรือจูงเดินในบริเวณที่ไม่ใช่แปลงปล่อยม้า ใช้เพื่อจูงเดินหรือล่ามในการทำความสะอาดม้า

ขลุมตีวง เป็นขลุมที่มีไว้เพื่อใช้ในการฝึกม้าให้รู้จักทำตามคำสั่ง ขลุมนี้จะใช้กับม้าที่นำมาฝึกใหม่ๆ

การใส่บังเหียนและอานม้า

สิ่งสำคัญอีกอย่างในการดูแลรักษา ม้า คือ การใส่บังเหียนและการใส่อานให้ถูกวิธี โดยสายรั้งเหล็กปากจะต้องไม่หย่อนจนเกินไป (ให้เห็นรอยหยักบนมุมปาก ๓ หยัก) และการผูกอานโดยให้หัวอานอยู่กึ่งกลางตะโหงกม้าเสมอ และใส่สายรัดทึบให้แน่น ไม่ให้อานเลื่อนไปมาได้ซึ่งจะทำให้หลังม้าเป็นแผลภายหลัง

 
โดย : admin | โพสท์ : 102 | ตอบ : 13 | วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ 2554 07:56:34
เชียงราย
[แจ้งข้อมูลไม่เหมาะสม]
ความคิดเห็นทั้งหมด 0 ความคิดเห็น | จำนวนหน้าทั้งหมด 0 หน้า

การแสดงความคิดเห็น กรุณาลงทะเบียนสมาชิกก่อนนะครับ
ง่ายๆ แค่ชื่อ+อีเมล์ ช่องเข้าสู่ระบบอยู่ด้านบนของเว็บไซต์

ลงทะเบียนสมาชิกใหม่

 
 
 
 
 
© Copyright 2007-2017 www.vrhorseman.com. All rights reserved.
Contact Vrhorseman.com : montana_nut@yahoo.com  |  Web designz: 777designz.com 
http://จองโรงแรม.เที่ยวเชียงใหม่.com