Vrhorseman.com แหล่งข้อมูลสำหรับทุกคนที่รักม้า
 
 
User email Pwd. สมัครสมาชิก | ลืมรหัส?

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับม้า(สมบูรณ์) Part 1/2



 

บทนำ

? ม้า ?

ในสมัยโบราณ คนรู้จักนำสัตว์มาเลี้ยง เพื่อใช้อาหาร เพื่อช่วยในการ ทำงาน สัตว์เลี้ยงประเภทสัตว์ใหญ่ ได้แก่ ช้าง ม้า โค กระบือ สมัยที่คนยังไม่มีเครื่องจักร เครื่องยนต์ให้ทุ่นแรง คนก็ได้อาศัย สัตว์เหล่านี้ทำงานประเภทหนัก เช่น ใช้ช้างลากซุง ใช้ม้าขับขี่เดิน ทางทั้งในระยะทางใกล้ๆ และระยะทางไกลๆ ใช้โค กระบือ ไถนา นวดข้าว ในยามศึกสงครามก็ใช้ม้า ใช้ช้าง ขับขี่รบพุ่งในสนามรบ 

การค้าขาย และการเดินทางไปมาหาสู่กันจากเมืองหนึ่งไปยังเมืองหนึ่ง หนทางที่ไปนั้นอาจต้องข้ามภูเขา ผ่านป่า ข้ามลำห้วย ลำธาร การใช้ม้าเป็นพาหนะขับขี่ และขนสัมภาระ จะสะดวกและรวดเร็ว กว่าการเดินเท้าและแบกหามสัมภาระโดยใช้แรงงานคน เนื่องจากม้าเป็นสัตว์รวดเร็วปราดเปรียวกว่าช้าง และโค กระบือ คนจึงนิยมใช้ม้าเป็นพาหนะขับขี่

บ้านเมืองเรา โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร สมัยที่ผู้คนมีรถยนต์ใช้ไม่มาก มีถนนน้อยสาย แต่ละสายก็ไม่กว้าง นานๆ จะมีรถยนต์แล่นผ่าน มีรถรางวิ่งเป็นรถประจำทางในถนนบางสาย ชีวิตประจำวันในการเดินทางของคนสมัยนั้น ส่วนใหญ่จะใช้การเดินเท้า ผู้มีฐานะค่อนข้างดีก็จะนั่งรถม้าไปทำงาน ลูกหลานนั่งรถม้าไปโรงเรียน รถม้าประเภทนี้ ปัจจุบันยังมีใช้อยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

ปัจจุบันนี้ ยังคงมีการเลี้ยงม้ากันตามความต้องการของแต่ละหน่วยงาน ภาคเอกชน นิยมเลี้ยงใช้ในการกีฬา เช่น กีฬาแข่งม้า กีฬาโปโล กีฬาขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวาง และเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ม้าดีๆ ไว้เพื่อจำหน่ายเป็นสินค้า ภาครัฐบาล ยังมีการเลี้ยงม้า สำหรับใช้ในราชการ เช่น เลี้ยงม้าในกิจการทหารม้า ตำรวจม้า และ เลี้ยงม้าไว้ใช้ในการผลิตวัคซีน เซรุ่ม

ผู้ที่มีอาชีพจัดการแสดงละคร สัตว์ ก็นิยมเลี้ยงม้า ฝึกม้า ไว้แสดงละครสัตว์ เช่น การวิ่งแบบต่างๆ เต้นระบำตามจังหวะเสียงเพลง แสดงการขี่ม้าผาดโผน

สถานที่เลี้ยงม้า ส่วนใหญ่จะอยู่ในชนบท เพราะมีบริเวณกว้างขวาง อากาศดี มีทุ่งหญ้าที่เหมาะกับการปลูกหญ้าไว้เป็นอาหารม้า ประเทศไทยมีการเลี้ยงม้าที่แพร่หลาย คือที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา มีคอกม้า บำรุงพันธุ์ม้า เพื่อใช้ในกิจการที่ต้องการ

ม้าเป็นสัตว์ที่คนนิยมนำมาเลี้ยง ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ม้าจึงเปรียบเหมือนสมาชิกภายในบ้าน เป็นทั้งผู้รับใช้ และเป็นทั้งเพื่อนไปในตัว ม้าเป้นสัตว์ตระกูลสูงที่มีประโยชน์ทั้งในเวลาปกติและในเวลาสงคราม สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รักษาเอกราชและความเป็นไทของชาติไทยไว้ให้คนรุ่นหลัง ก็ได้อาศัยม้าไว้เป็นพาหนะคู่ใจในการเข้ารบ เพราะในสมัยก่อนไม่มียวดยานพาหนะและทางคมนาคมก็ไม่สะดวกอย่างในสมัยนี้

? พันธ์ม้า ? มีอยู่ประมาณ ๑๗๐ พันธุ์ แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ ม้า และโพนี่ โดยใช้ความสูงเป็นตัวแบ่ง ถ้าสูงกว่า ๑๔.๒ แฮนด์ เรียกว่า ม้า (แฮนด์ เป็นมาตราฐานวัดความสูงของม้า โดยวัดส่วนที่สูงที่สุดของตะโหงกตรงหัวไหล่จนถึงพื้นดิน ๑ แฮนด์ = ๔ นิ้วฟุต ) ส่วนที่ต่ำกว่า ๑๔.๒ แฮนด์ เรียกว่า โพนี่ กลุ่มที่เรียกว่าม้ายังแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ม้างานและม้าขี่ ม้างานอาจเรียกว่า ม้าเลือดเย็น ม้าขี่ เรียกว่า ม้าเลือดอุ่น แต่ทั้งม้าเลือดเย็นและม้าเลือดอุ่น ต่างก็มีอุณห๓มิร่างกายเท่ากัน คือ ๑๐๐.๕ องศาฟาเรนไฮต์ หรือ ๓๘ องศาเซลเซียส

ม้าใช้งานจะมีรูปร่างใหญ่ แข็งแรง ลำตัวหนาเหมือนวัว นิสัยสงบเงียบ ส่วนม้าใช้ขี่รูปร่างเพรียว กระดูกสมส่วน นิสัยคล่องแคล่ว ว่องไว รูปร่างของม้าโพนี่ที่ดี เมื่อดูแล้วจะต้องได้สัดส่วนและสมดุล เราอาจสังเกตดูนิสัยม้าได้จากนัยน์ตาม้า ถ้าตาเล็กนิสัยจะไม่ดี โดยธรรมชาติม้าจะมีนิสัยตื่นตกใจง่าย ดังนั้น เราจะต้องเข้าหามันด้วยความนุ่มนวล เมื่อม้าทำผิด เราจะต้องทำโทษทันที มิฉะนั้น มันจะจำไปตลอดและลืมยาก แต่เมื่อทำดีเราจะต้องชมโดยตบที่คอเบาๆ นิสัยไม่ดีของม้าใช่มีมาแต่กำเนิด แต่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในภายหลังเราสามารถจะแก้ได้โดยอาศัยคนเลี้ยง คนเลี้ยงม้าที่ดีจะต้องเป็นคนเงียบ เรียบร้อย มีความเมตตาต่อสัตว์ ไม่ลุกลี้ลุกลน ทำอะไรต้องสม่ำเสมอ และมั่นคง

ม้าที่ใช้งานในประเทศ ในปัจจุบันมี ๓ ชนิด
๑.ใช้ในกิจการแข่งม้าและการกีฬา

๒.ใช้ในกิจการทหาร ซึ่งแบ่งตามลักษณะการใช้งานเป็น ๓ ประเภท ได้แก่
๒.๑ ใช้ในพิธีแห่นำตามเสด็จ
๒.๒ ใช้ในการฝึกสอนทหาร
๒.๓ ใช้ในการขนส่งอุปกรณ์ทางทหารในพื้นที่ที่ยานพาหนะทางบกอื่นๆ กระทำได้ยาก โดยใช้ทั้งม้าและล่อ (ล่อ : เป็นสัตว์ที่เกิดจากการผสมของม้าและลา เป็นสัตว์ที่มีความแข็งแรง ฉลาด และอดทน)

๓. ใช้ในกิจการผสมพันธุ์ เพื่อขายเป็นม้าแข่ง ได้แก่ การทำฟาร์มม้าพันธุ์ดี

ม้าใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เป็นต้นว่า ใช้ขี่ บรรทุก ลากเข็น เทียมรถ และใช้ในการสงคราม ปัจจุบันบ้านเมืองเจริญขึ้น สะดวกสบายในการใช้รถใช้ถนน การใช้ม้าจึงลดลง เหลือแต่การใช้ขี่เพื่อการกีฬา ความเพลิดเพลิน ใช้เข้าร่วมในพิธีสำคัญๆ บางอย่างเพื่ออนุรักษ์ของเดิมไว้ และใช้ในการแสดงละครสัตว์ ในประเทศไทย ภาคเอกชนเลี้ยงม้าไว้เพื่อการกีฬา เช่น กีฬาแข่งม้า กีฬาโปโล กีฬาขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวาง ขี่เพื่อความบันเทิงและเลี้ยงเพื่อเข้าร่วมพิธีต่างๆ ที่สำคัญ ม้าทหารยังใช้ในการฝึกสอนการขี่ม้าให้แก่ทหาร และใช้ผสมพันธุ์กับลาเพื่อผลิตล่อ ใช้บรรทุกสิ่งของสัมภาระในที่ทุรกันดารหรือภูเขา ที่ทางรถยนต์เข้าไปไม่ถึง สภากาชาดไทยเลี้ยงม้าไว้ใช้ในการผลิตวัคซีน เซรุ่ม

ส่วนใหญ่เราใช้ม้าเพื่อวิ่ง ดังนั้น สิ่งสำคัญของม้าคือ ขา ความอดทน แข็งแรงของขาและเท้าของม้าจะต้องตั้งตรง มีมุมของเท้าที่เหมาะสม(ถ้าขายาวเล็ก จะไม่มั่นคงเวลายืนหรือวิ่ง)ขาหลังของม้าเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ใช้ส่ง กำลังดันตัวม้าไปข้างหน้า ส่วนขาหน้าซึ่งติดกับร่างกายด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น จะเป็นตัวลดแรงกระแทก ไหล่ม้าควรจะยาว ลาดเอียง ถ้าไหล่ตรงจะวิ่งไม่ทน อดต้องเล็ก กว้างและมีกล้ามเนื้อ กระดูกซี่โครงยืดหยุ่นได้ดี เพื่อให้พื้นที่สำหรับหัวใจและปอดทำงานได้เต็มที่ ถ้าอกตื้น ขาลีบ ปอดม้าจะทำงานไม่เต็มที่ หลังจะต้องตรง กว้าง แข็งแรง ม้าหลังสั้นจะขี่สบาย แต่วิ่งไม่เร็ว ม้าหลังยาวจะไม่แข็งแรง ม้าคอยาวจะแข็งแรง ได้สัดส่วนในการรับศีรษะ ถ้าม้าคอหนาเหมือนคอแกะ จะเอี้ยวคอไม่สะดวก หน้าม้าจะต้องกว้าง ถ้าหน้าแคบ ช่องลมหายใจจะเล็ก รูจมูกต้องกว้าง เพื่อให้ลมผ่านเข้าออกได้สะดวก หูจะต้องใหญ่ และตอบสนองต่อเสียงได้ดี ม้าที่สะบัดหูไปมาบ่อยครั้ง จะเป็นม้าที่ตื่นกลัวง่าย ม้าที่หูลู่ ไปข้างหลังมากจะเป็นม้าที่ดุร้าย นัยน์ตาม้าจะต้องดูแจ่มใส มีแววของความเป็นมิตร ม้าที่ตาเล็ก ตาคล้ายเหยี่ยว จะเป็นม้าที่นิสัยไม่ดี เมื่อเราดูแต่ละจุดของตัวม้า แล้วก็ดูทั้งตัว ม้าจะต้องดูแข็งแรง กลมกลืนกันทุกส่วน สุดท้ายก็ดุการเคลื่อนไหว ขาต้องตรง และเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ

สีม้า

ม้าเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีสีขนมากมาย จนบางครั้งทำให้ยุ่งยากในการเรียกให้ถูกต้อง สีที่เรียกอย่างเดียวกันก็ยังมีสีอ่อน สีแก่ หรือสีเดียวกัน แต่สีของขนแผงคอ และหางต่างกันก็เรียกชื่อต่างกันไปอีก ลูกม้าบางตัวเมื่อแรกเกิดสีจะไม่เหมือนเมื่อมันโตขึ้น

คนไทยเราแบ่งสีม้า ออกได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ สีล้วน สีแซม และสีผ่าน

สีล้วน คือ ม้าที่มีสีเดียวทั่วทั้งตัว จะมีผิดกันบ้างเล็กน้อยบางแห่ง ได้แก่ สีดำ สีแดง (ตัวสีน้ำตาล แผงคอ หางสีดำ) สีน้ำตาล สีเหลือง(สีขิง น้ำตาลแดง หรือสีตับ) สีจันทร์(สีเหลืองอ่อน) สีลาน(สีใบลานคล้ายสีจันทร์ แต่แผงคอ หางสีดำ หลังมีทางยาวสีดำ ซึ่งเรียกว่า บรรทัดหลังเหล็ก) สีสังข์ (ตัวสีทองสุก แผงคอ หางสีขาว) และสีเผือก ซึ่งหายาก เพราะจะเป็นความผิดปกติของผิวหนัง

สีแซม คือ ม้าที่มีขนสีดำและขาวขึ้นปนกันทั้งตัว ผิวหนังสีดำ แต่ถ้าแซมระหว่างสีขาวกับดำ หรือน้ำตาลดำ หรือน้ำตาล หรือสีขิง และมีบรรทัดหลังเหล็ก จะเรียกว่า สีปลั่ง 

สีผ่าน คือ ม้าที่มีสองสี หรือมากกว่า พื้นเป็นสีขาว ถ้ามีสีดำปน ก็เรียกว่าผ่านดำ ถ้ามีสีอื่น เช่นสีเหลือง สีแดง ก็เรียกว่า ผ่านเหลือง ผ่านแดง

การให้อาหารแก่ม้า ควรจะให้จำนวนน้อย แต่บ่อยครั้ง ที่นิยมให้กัน คือ ๒ ครั้งต่อวัน เวลาที่ให้ต้องเป็นเวลาเดียวกัน การให้อาหารมากน้อยขึ้นอยู่กับพันธุ์ม้า อายุ สภาพร่างกายและการทำงาน ม้าพันธุ์ดีจะกินอาหารมากกว่า ม้าอายุมากต้องการอาหารข้นมากกว่าม้าอายุน้อย ม้าที่ใช้งานหนักย่อมต้องการอาหารกว่าม้าที่ไม่ทำงาน หญ้าสดจะต้องมีให้ม้ากินทุกวัน โดยเสริมจากหญ้าแห้ง น้ำต้องเป็นน้ำสะอาด และมีให้ม้ากินตลอดเวลา

การแปรงขนต้องทำทุกวัน การแปรงขนทำให้ม้าดูสวยงามและสะอาด แล้วยังช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนโลหิต ทำให้ผิวหนังกล้ามเนื้อสมบูรณ์ การอาบน้ำม้าควรอาบทุกอาทิตย์

ม้าที่ใช้งานสำหรับการขี่ต้องใส่เกือก เพื่อป้องกันอันตรายในการสัมผัสกับพื้นที่แข็ง ปกติแล้วเราควรเปลี่ยนเกือกม้าทุกๆเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน

ม้าเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับคนมานับพันๆปี และเป็นสัตว์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ในการขับขี่ บรรทุก ลากเข็น ขนส่ง หรือใช้ในการทำไร่ไถนา แต่ปัจจุบันการใช้แรงงานม้าสำหรับการทำไร่ไถนา ลดน้อยลงไปมาก เนื่องจากมีการพัฒนานำเครื่องจักรเครื่องมือทุ่นแรงมาใช้ทดแทนแรงงานสัตว์ มากขึ้น นอกจากนี้ทางด้านการทหาร ม้าก็มีบทบาทสำคัญในการบรรทุกสัมภาระ และอุปกรณ์ต่างๆไปส่งยังแนวหน้าที่ยานพาหนะไปไม่ถึง และใช้เป็นยานพาหนะในราชการทหารม้าอีกด้วย ด้านการกีฬา ม้าก็มีงานสำคัญอย่างมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกีฬาม้าแข่ง การขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง หรือการขี่ม้าเล่นทั่วไป กีฬาโปโล ด้านความบันเทิง มนุษย์ยังใช้ม้าในการแสดงการขี่ผาดโผนหรือการแสดงละครสัตว์

 

 

วิวัฒนาการของม้า

 

ในสมัยโบราน นักสัตวศาสตร์ได้จัดม้าไว้ในประเภทสัตว์กินพืชเป็น อาหารและมีนิ้ว เท้าเป็นจำนวนคี่ หรือเรียกตามศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า พาริโซแดคติลา ( Parissodactyla) ซึ่งมีลักษณะทั่วๆไปดังนี้
?  มีจำนวนนิ้วของแต่ละเท้าเป็นเลขคี่ น้ำหนักตัวส่วนใหญ่จะตกลง บนนิ้วกลาง ซึ่งเป็นนิ้วที่ยาวที่สุด และจะเดินโดยใช้กีบหรือ นิ้วเท้าเท่านั้น ส้นเท้าจะไม่แตะพื้น
?  ริมฝีปากและฟันมีการพัฒนาให้มีรูปลักษณะที่เหมาะสมในการกิน และบดเคี้ยวพืชเป็นอาหารมีหลักฐานจากฟอสซิล( Fossil) พบว่า ในสมัยโบราณมีสัตว์หลายชนิดที่เจริญเติบโตและพัฒนาการจาก บรรพบุรุษของม้า แต่สัตว์เหล่านั้นหลายชนิดได้สูญพันธ์ และล้มหายตายจากไปตามกฎเกณฑ์การอยู่รอดธรรมชาติ คงเหลือเฉพาะสัตว์ตระกูลม้า วิวัฒนาการของสัตว์ชนิดนี้มีต้น กำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือในยุค อิโอซีน( Eocene) หรือประมาณ ๕๐ ล้านปีมาแล้ว บรรพบุรุษเก่าแก่ของม้าได้ถือกำเนิดขึ้นมาครั้งแรก

มีขนาดตัวเท่าสุนัขจิ้งจอก หน้าตาคล้ายม้าในปัจจุบัน ขาหน้ามีนิ้วเท้า ๔ นิ้ว ขาหลังมี ๓ นิ้ว ลักษณะฟันบ่งชี้ว่า เป็นสัตว์ที่กินใบไม้เป็นอาหาร เรียกว่าไฮราโคเธเรียม( Hyracotherium) และมีการค้นพบซากที่มี ลักษณะคล้ายกันในยุโรป เรียกว่า อิโอฮิปปุส( Eohippus) ในยุคโอลิโกซิน หรือประมาณ ๒๘ ล้านปีที่ผ่านมา ได้มีวิวัฒนาการของม้ามาเป็นลำดับ โดยมีขนาดตัวโตขึ้น เรียกว่า เมโซฮิปปุส( Mesohippus) แต่ยังกินพืชเป็นอาหาร ต่อมาในยุคไมโอซีน( Miocene) มีวิวัฒนาการไปเป็นพาราฮิปปุส ( Parahippus) และไฮโปฮิปปุส( Hypohippus) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบรรพบุรุษ ของม้าในยุคนี้ คือ ฟัน โดยเปลี่ยนเป็นฟันแข็งแรงเหมาะสมสำหรับการบดเคี้ยวอาหารมากขึ้น และกินหญ้าเป็นอาหาร แทนใบไม้ บรรบุรุษของม้าในกลุ่มไฮโปอิปปุส (Hypohippus) อพยพย้ายถิ่นที่อาศัยไปอยุ่แถบทวีปยุโรป และเอเชียด้วย

ต่อมาเมื่อประมาณ ๔ ล้านปีที่แล้ว ในยุคพลิโอซีน (Pliocene) บรรพบุรุษของม้าในยุคนี้หน้าตาคล้ายลูกม้าในปัจจุบัน ม้าในยุคนี้เรียกว่า พลิโอฮิปปุส ( Pliohippus) เป็นยุคที่ม้าเปลี่ยนจากสัตว์ที่มีนิ้วเท้า ๓ นิ้ว ไปเป็นนิ้วเดียวหรือกีบเดียว เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในการหากินจากป่าที่มี พื้นดินอ่อน มาเป็นทุ่งหญ้าที่มีพื้นแข็ง และกินหญ้าเป็นอาหาร

วิวัฒนาการขั้นต่อมา เป็นม้าในปัจจุบันซึ่งเรียกว่า อิควุส( Equus) เพิ่งปรากฏ เริ่มมีมาเพียงประมาณ ๒ ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเข้าสู่ยุคเพลอิสโตซี ( Pleistocene) ม้าป่าในยุคนี้มีหลักฐานจากรูปวาดบนฝาผนังถ้ำ ซึ่งมีลักษณะเหมือนม้า ในปัจจุบันแต่มีสีเหลืองน้ำตาล หัวใหญ่ ขนที่แผงคอจะสั้นตรง ต่างกับม้าปัจจุบันที่มีขนแผงคอยาวปรกลงมา ม้าในปัจจุบันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อิควุส คาบลลุส ( Equs caballus)

แนวโน้มในการพัฒนาที่แน่นอนตลอดระยะเวลาของ วิวัฒนาการของม้าที่เห็นได้ชัด คือ ขนาดตัวใหญ่ขึ้น ขายาวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกนิ้วเท้า ซึ่งทำให้ม้ามีตวามสามารถในการวิ่งได้เร็วกว่าสัตว์ชนิดอื่น ในขณะเดียวกันนิ้วกลาง ก็มีการเพิ่มขนาด และลดจำนวนนิ้วลง จนเหลือเพียงนิ้วเดียว และเปลี่ยนแปลงเป็นกีบ

ฟันม้ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ อิโอฮิปปุส ( Eohippus) บรรพบุรุษของม้าในยุคอิโอซีน (Eocine) ที่มีฟันติดต่อ กันตลอด ได้เปลี่ยนแปลงโดยค่อยๆ มีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างฟันหน้าและฟันด้านข้าง ซึ่งทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารได้ดียิ่งขึ้น

 

ชนิดและพันธุ์ม้า 



การจัดชนิดของม้า ได้จัดตามการใช้ประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการแบ่งไว้ดังนี้

?  ม้างาน (Draft Horse)
?  ม้าขี่ (Riding Horse)
?  โรดสตาร์ (Roadster Horse)
?  ม้าเทียมลาก (Carriage or Heavy Har-ness Horse)
?  ม้าโพนี่ (Pony Horse)

ม้างาน (Draft Horse)
เป็นม้าที่ใช้ในการทำงานในไร่นา และคอกปศุสัตว์ งานเทียมเกวียนลากของหนักๆ บางครั้งอาจใช้ขี่เข้าเมือง ม้างานมีหลายพันธุ์เพอร์เชอร์รอน (Percheron) ม้าพันธุ์ไชร์ (Shir) ม้าพันธุ์ไคลเดสเดล (Clydesdale) ม้าพันธุ์ซัฟโฟล์ค (Suf-Folk) ม้างานเป็นม้าที่มีขนาดใหญ่ (Heavy Horses) สูงประมาณ ๑๕ ? ๑๗ แฮนด์( Hands เป็นมาตราวัดส่วนสูงส่วนของม้า = ๔ นิ้วฟุต ) เมื่อโตเต็มที่มีขนาดน้ำหนัก ๖๑๔ ? ๑,๐๐๐ กิโลกรัม

ม้าขี่ (Riding Horse)
เป็นม้าที่ใช้สำหรับขี่เดินทาง ม้าแข่ง ม้าสำหรับกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ม้าสำหรับขี่แข่งกีฬาโปโล ม้าขี่สำหรับเดินสวนสนาม ม้าขี่มีหลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น
?  พันธุ์อเมริกันแซดเดิล (American Saddle Horse)
?  พันธุ์อัพพาลูซา (Appaloosa)
?  พันธุ์อาหรับ (Arabian)
?  พันธุ์มอร์แกน (Morgan)
?  พันธุ์คลีฟแลนด์ เบย์ ( Cleveland Bay )
?  พันธุ์พาโลมิโน (Palomino)
?  พันธุ์พินโต (Pinto)
?  พันธุ์เทนเนสซี วอล์คกิ้ง ( Tennessee Walking)
?  พันธุ์เทอร์รับเบร็ด( Thoroughbred)
ม้าขี่เป็นม้าที่มีขนาดสูงประมาณ ๑๔ ? ๑๗ แฮนด์ เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดน้ำหนัก ๓๖๔ ? ๕๙๑ กิโลกรัม

ม้าโพนี่ (Pony Horse)
เป็นม้าสำหรับการขี่ของเด็กๆ หรือเทียมรถลากขนาดเล็ก มีส่วนสูงประมาณ ๑๑ ? ๑๔ แฮนด์ และเมื่อเติบโตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ ๑๘๐ ? ๓๘๖ กิโลกรัม ม้าโพนี่มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น
?  พันธุ์อเมริกานา ( Americana )
?  พันธุ์แฮกนี (Hackney)
?  พันธุ์เชตแลนด์ (Shetland)
?  พันธุ์เวลช์ (Welsh)
?  พันธุ์ฮาร์นเนส (Harness)
นอกจากนั้นยังม้าโพนี่พันธุ์ไทย ซึ่งรูปร่างล่ำสัน เตี้ย ป้อม และเฉลียวฉลาด ม้าไทยนั้นเชื่อว่าอาจมีบรรพบุรุษมาจาก เซลติค โพนี่ (Celtic pony)

 

สีของม้า 


สีของขนม้า เป็นสิ่งที่สังเกตเพื่อให้รู้จักม้าแต่ละตัว ฉะนั้น การเรียก ชื่อสีของม้าต่างๆ จึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องเรียก ให้ถูกตามแบบ เดียวกันทั้งสิ้น ถ้าต่างคนต่างเรียกชื่อตาม ความเข้าใจของตนแล้ว ก็จะเป็นการผิดแปลกไปจะไม่ เป็นที่เข้าใจได้ชัดเจน การตรวจสีของม้านี้ยากมาก พราะสีขนมีอยู่หลายอย่างหลายชนิด ผิดกันเพียงเล็กๆน้อย จนไม่สามารถจะเอาเป็นที่แน่ว่าผิดกันอย่าง ไรก็มี 

ขนม้าตัวเดียวกันอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามอายุของม้านั้น เช่น สีแซม นานเข้าก็กลายเป็นสีขาวได้ หรือม้าดำกลายเป็นแซม ไปก็มี ลูกม้าซึ่งเกิดใหม่ๆ มักจะมีสีขนผิดกว่าขนธรรมดา และยาวกว่า ต่อเมื่ออายุได้ ๗ ? ๘ เดือน แล้วจึงได้เปลี่ยน ขนเป็นสีธรรมดา

 

สีธรรมดาแบ่งออกได้เป็น ๓ จำพวก คือ 
?  ขนสีล้วน 
?  ขนสีแซม 
?  ขนสีผ่าน

ม้าขนสีล้วน เป็นม้าที่มีสีขนคล้ายคลึงกันทั่วตัว มีผิดกันเล็กน้อยบางแห่งเท่านั้น เช่น บางตัวค่อนข้างดำบ้าง ขาวบ้างบางแห่ง หรือมีรอยจุดเล็กๆน้อยๆ ไม่สู้โตนัก ก็นับว่าเป็นม้าสีล้วนเหมือนกัน สีล้วนแบ่งออกเป็น ๗ ชนิดคือ สีขาว, สีปลั่ง, สีเหลือง, สีจันทร์, สีแดง, สีน้ำตาล และสีดำ

สีขาว แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ

?  ม้าสีขาวธรรมดามีขนสีล้วน ผิวหนังใต้ขนดำ ตาดำ 
?  ม้าสีขาวเผือก มีขนสีขาวเผือก หรือสีขาว ผิวหนังใต้ขนสีชมพู กีบเหลือง หรือขาวลูกตาสีออกแดงคล้ายตากระต่ายขาว ม้าเผือก มักมีสีขาวมาแต่กำเนิด สีม้าขาวนั้นเมื่อยังเล็กอยู่มักจะมีสีอื่น แล้วภายหลังจึงเปลี่ยนจนเป็นขาวธรรมดา

สีปลั่ง คือ ขนสีออกแดงคล้ายสีน้ำหมากแต่อ่อน ม้าสีปลั่งแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ

?  สีปลั่งแก่ คือ มีขนสีแดงมาก 
?  สีปลั่งอ่อน มีสีคล้ายชมพู

สีเหลือง เป็นสีขาวเหลืองปนกันเหมือนทาขมิ้น สีเหลืองแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ

?  สีเหลืองอ่อน มีขนออกขาว ผิวหนังค่อนข้างขาว 
?  สีนกขมิ้น มีขนเหลืองกว่าสีเหลืองอ่อน แต่มีหนังดำ กีบดำ 
?  สีเหลืองธรรมดา คือ สีเหลืองแก่และบาง มีสีเทาๆ ซึ่งเรียกว่า ? มีสีลาน ? เพราะมีสีคล้ายใบลาน หรือใบตองแห้ง

สีจันทร์ เป็นม้าสีเหลือง ขนคอและขนหางสีเหลือง เมื่อถูกแดดมักจะมีเงาเหมือนทองแดง ม้าสีจันทร์แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ

?  สีจันทร์อ่อน 
?  สีทอง 
?  สีทองแดง มีสีคล้ายสีแดง แต่ขนคอและขนหางไม่ดำ ม้าสีจันทร์มักจะมีบรรทัดหลังเหล็ก บางทีมีสายบนหลัง ตามที่เข้าใจกันว่า ต้นตระกูลของม้าจำพวกนี้คงจะสืบเนื่องมาจากม้าลาย

สีแดง เป็นสีเหลืองหรือสีแดง มีเงาเป็นมันแต่ขนที่คอและหางสีดำ ม้าสีแดงนั้นมีอยู่ ๓ ชนิด คือ

?  สีแดงอ่อน 
?  สีแดงธรรมดา 
?  สีประดู่ มีขนสีแดงเข้ม และมีเงาเป็นวงกลมที่ก้น ข้อมักดำจัด

สีน้ำตาล มีอยู่ ๓ ชนิด คือ

?  สีน้ำตาลอ่อน มีสีเหลือง 
?  สีน้ำตาลธรรมดา ค่อนข้างจะมีสีแดง 
?  สีน้ำตาลแก่ มักจะมีขนดำแซมอยู่มาก

สีดำ มีอยู่ ๓ ชนิด คือ

?  สีดำอ่อน มีสีออกเทาๆ เรียกว่า ? ม้าสวาท ? 
?  สีเขียว คือ ตัวมีสีดำ แต่ข้างตัวหรือตามท้องมีสีแดงปน 
?  สีดำธรรมดา คือ ดำหมดทั้งตัว ถ้าดำจัดจนมีเงาเป้นมันเรียกว่า ? ดำปีกกา ? หรือสีนิล

ม้าขนสีแซม คือ ม้าที่ขนขาวขึ้นปนกับขนสีอื่น ม้าสีแซมแบ่งตามสีขนที่ปนอยู่กับสีขาว แบ่งออกเป็น ๓ จำพวก คือ

?  แซมดำ แบ่งออกเป็น ๒ แบบ ได้แก่ แซมดำธรรมดา คือมีขนดำขึ้นแซมทั่วทั้งตัวเสมอกันกับ แซมมรกต คือ มีขนดำขึ้นแซมเป็นวงกลมเป็นหย่อมๆทั่วทั้งตัว 
?  แซมเหลือง มีขนสีเหลืองขึ้นแซมทั้งตัว 
?  แซมแดง มีขนอยู่ ๒ ชนิด ได้แก่ แซมแดงธรรมดา มีขนแดงแซมทั่วทั้งตัวเสมอกัน และแซม เลือด มีขนแดงแซมเป็นจุดๆขนาด เท่าเมล็ดข้าวโพด และดูแล้วคล้ายรอยโลหิตหยด

ม้าขนสีผ่าน ม้าสีผ่านต้องถือสี ขาวเป็นพื้นเดิม แม้จะมีสีขาวน้อยกว่าสีอื่นก็ตาม ส่วนสีอื่นที่ผ่านต้องเรียกสีนั้นเป็นขนสีผ่านเสมอ เช่น ผ่านเหลือง ผ่านดำ ดังนี้ เป็นต้น ม้าบางตัว ผ่านจุดโตประมาณเท่าฝ่ามือหรือเท่าฟองไข่ ม้าชนิดนี้เรียกว่า ? ม้าสีตลก ? แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ ผ่านดำ, ผ่านแดง, ผ่านเหลือง และผ่านแซมดำ,แดง หรือ เหลือง

โดย : sakuya | โพสท์ : 110 | ตอบ : 80 | วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ 2554 17:05:39
หมู่นี้ไม่ค่อยได้ถ่าย..ท้องอืด
เชียงราย
[แจ้งข้อมูลไม่เหมาะสม]
ความคิดเห็นทั้งหมด 0 ความคิดเห็น | จำนวนหน้าทั้งหมด 0 หน้า

การแสดงความคิดเห็น กรุณาลงทะเบียนสมาชิกก่อนนะครับ
ง่ายๆ แค่ชื่อ+อีเมล์ ช่องเข้าสู่ระบบอยู่ด้านบนของเว็บไซต์

ลงทะเบียนสมาชิกใหม่

 
 
 
 
 
© Copyright 2007-2017 www.vrhorseman.com. All rights reserved.
Contact Vrhorseman.com : montana_nut@yahoo.com  |  Web designz: 777designz.com 
http://จองโรงแรม.เที่ยวเชียงใหม่.com