ตำนานการขี่ม้าแต่ครั้งโบราณ
มนุษย์ได้นำม้ามาใช้เป็นพาหนะขับขี่นับแต่โบราณ
กาล แต่จะเริ่มจับม้าป่านำมาใช้ขี่ในปีหรือสมัยใดนั้น
เป็นการยากที่จะหาหลักฐานให้ทราบโดยชัดเจนได้ น
ิทานปรัมปราของชาวกรีกกล่าวถึงเซนเตาร์อันเป็นลักษณะของสัตว์ประหลาด ต
ัวเป็นม้าหัวเป็นคน
รามเกียรติ์ของอินเดียซึ่งชาวไทยเรารู้เรื่องดีอยู่ก็ปรากฏสัตว์ประหลาดนั้น
ได้แก่ม้ารีศ มีตัวเป็นม้าแต่หัวเป็นยักษ์
นักขี่ม้าผู้สนใจในประวัติการขี่ม้าได้สันนิษฐานว่า
เซนเตาร์ของกรีกและม้ารีศของอินเดีย หาใช่สัตว์ประหลาดอย่างใดไม่ แ
ต่เป็นคนขี่ม้าธรรมดานั่นเอง ม
ีความชำนาญในการขี่ม้าเป็นพิเศษและมีชีวิตใกล้ชิดอยู่กับม้าตลอดเวลาไม่ห่าง
กันเลย ค นโบราณถือโชคลางภูตผีปีศาจและเทวดา กล่าวถึงเซนเตาร์และม้ารีศ
จึงเป็นไปในทำนองผิดธรรมชาติ รวมเอาคนกับม้าเป็นชีวิตเดียวกันเสีย จ
ะได้เกิดความประหลาดมหัศจรรย์เหมาะกับคนในสมัยนั้น
หลักฐานที่พอจะนำมาพิจารณาให้ทราบถึงความ
สัมพันธ์ ระหว่างม้ากับมนุษย์นั้นจะหาได้จากรูปเขียน รูปสลักหินโบราณ ซ
ึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญ ๆ
ของโลกปรากฏว่าชาวอียิปต์และชาวกรีกโบราณ
ซึ่งยกย่องม้าว่าเป็นสัตว์อันสูงศักดิ์ นำม้ามาเทียมรถศึกใช้ทำการรบ
ด้วยความมุ่งหมายเช่นเดียวกับที่เราใช้รถถังในสมัยนี้
หนังสือไอเลียดของโฮเมอร์ ชาวกรีก อ
ันเป็นวรรณคดีสำคัญของชาวกรีกโบราณประมาณพันปีก่อน ค .ส. บรรยาย
ความงดงามสง่าของบรรดาเทพเจ้าและผู้กล้าหาญต่าง ๆ บ
นรถศึกเทียมม้าแต่ถึงกระนั้นก็ตามไม่ปรากฏว่าในสมัยนั้นทั้งชาวอียิปต์และ
กรีกได้ใช้ม้าสำหรับขี่เป็นพาหนะ
 |
| รูปภาพเขียนโบราณ ในถ้ำแห่งหนึ่ง |
ในสมัยเดียวกัน ศิลปการขี่
ม้าได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในทวีปเอเชียแล้ว ศ
ิลาสลักแผ่นหนึ่งซึ่งอังกฤษสกัดแกะออกจากผนังปราสาทที่เมืองนินิเวท์ของพระ
เจ้านิมรอด และบัดนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอังกฤษ แ
สดงให้เห็นพระราชาออกล่าสัตว์ทรงม้า
ม้าทรงเป็นม้าลักษณะดีเลิศศีรษะเล็กได้ส่วนสวยงาม พ
ระราชาก็ทรงม้าได้สง่าสวยงามและเห็นได้ชัดเจนว่าทรงสามารถบังคับม้าได้ดี
ยิ่ง แม้ว่าจะวิ่งเต็มฝีเท้า ก็อาจทรงสังหารเนื้อสมันข้างหน้าได้ ม
ีมหาดเล็กติดตามสองนาย นายหนึ่งถือลูกธนูสำรอง
อีกนายหนึ่งถือหอกของพระราชา เ
ครื่องม้าที่ใช้นั้นไม่ผิดกับที่มีใช้ในปัจจุบันนักขาดแต่อานม้าซึ่งยังไม่
เป็นสิ่งรู้จักกันในสมัยนั้น พ
ระราชาทรงประทับอยู่บนผ้าปูหลังซึ่งมีลวดลายปกอย่างงดงามมหาดเล็กขี่ม้าหลัง
เปล่า
ศิลปะการขี่ม้าได้แพร่หลายเข้าไปในทวีปยุโรป
จนราว ๔๐๐ ปี ก่อน ค.ศ. อัศวินผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกผู้หนึ่งมีนามว่า เซโนโฟน
ไ ด้เขียนหนังสือเกี่ยวกับม้าและการขี่ม้าขึ้น
นับเป็นหนังสืออันเป็นหลักฐานชุดแรกที่ตกทอดถึงชนรุ่นหลังในสมัยนี้
หนังสือเล่มแรกของ เ ซโนโฟน การขี่ม้าบรรจุข้อความ ๑ ๒ บท
กล่าวถึงการขี่ม้าในเรื่องต่างๆ เช่น การเลือกม้า การปฏิบัติบำรุง
การเตรียมฝึก การฝึก ก ารข้ามดูและกำแพง และตลอดจน
การฝึกม้าชั้นสูงบางอย่างซึ่งในสมัยนี้เราเรียกว่า การขี่ม้าชั้นสูง
นอกจากนั้น เซโนโฟน ยังได้กล่าวถึง ก ารมีมือดีในการขี่ม้า
ซึ่งเป็นศิลปะสำคัญยิ่งด้วย
ผู้ขี่คุมสติไว้ได้ นับว่าเป็นปัจจัยที่ดี
และนิสัยอันเลิศ ความโมโหหุนหันจะทำให้เป็นผู้ปราศจากเหตุผล แ
ละนำให้ทำสิ่งซึ่งจะทำให้เสียใจในภายหลัง
ในเมื่อม้าแสดงความหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งขัดขืนไม่เข้าใกล้ผู้ขี่จะ
ต้องทำให้ม้าเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลย โ
ดยเฉพาะในเมื่อม้าตัวนั้นเป็นม้าที่กล้าตัวหนึ่งมาเสมอ
ทั้งนี้โดยให้ผู้ขี่เดินเข้าไปยังสิ่งที่ม้ากลัวและจับต้อง ค
รั้นแล้วจูงม้าเข้าไปยังสิ่งนั้นอย่างสงบเงียบผู้ขี่ซึ่งข่มบังคับม้าโดย
อำนาจแส้เท่านั้น จ ะยิ่งทำให้ม้าตื่นยิ่งขึ้น เ
พราะม้าจะนึกว่าความเจ็บที่ตนได้รับนั้น เนื่องมาจากสิ่งที่ตนกลัวนั้นเอง
หนังสือเล่มสองของเซโนโฟน ผู้บังคับทหารม้า
ก็ยังทันสมัยอยู่เช่นเดียวกับเล่มแรก ๆ โ
ดยกล่าวถึงวิธีการฝึกม้าให้เหมาะกับงานที่ต้องใช้ ได้แก่ ม้าสำหรับทหารม้า
หลักการอันนี้ยังเป็นหลักการที่นักขี่ม้าทั้งหลายยึดถืออยู่จนสมัยปัจจุบัน
นี้
หลังจากเซโนโฟนถึงสองพันปี
จึงปรากฏหนังสือเกี่ยวกับการขี่ม้าขึ้นอีกระหว่างเวลานั้น
หาได้ปรากฏหนังสือชนิดนี้ขึ้นอีกไม่ นอกจากปลูตาด
ได้เขียนเล่าการขี่ม้าของจูเลียดซีซ่าร์ ว่า
ขี่ม้าโดยปราศจากเครื่องม้าได้งดงามชำนิชำนาญนัก ช
าวโรมันในสมัยนั้นมีทหารม้าเป็นปึกแผ่นและได้รับการฝึกเป็นอย่างดี
ในการรบปฏิบัติอยู่ทางปีกของทหารราบ
หลังราชอาณาจักรโรมันพินาศไปแล้ว หน่วยทหา
รเคลื่อนที่บนหลังม้ายิ่งทวีความสำคัญยิ่ง ส่วนทหารราบกลับเสื่อมลงทุกที ก
องทัพของพระมหาจักรพรรดิ์ชาลมานประกอบด้วยทหารม้าเป็นส่วนมาก
ตลอดสมัยกลางนักรบผู้ขี่ม้าจึงเป็นเอกอยู่ในสนามยุทธ
ทั้งในดินแดนยุโรปและทั่วไป ส มัยกลางเป็นศตวรรษของอัศวินแห่งสงคราม ค
รูเสดนักรบใส่เกราะหนาเข้าทำการประลองฝีมือตามเมืองสำคัญต่าง ๆ เ
พื่อหาชื่อเสียงตำแหน่งยศ ด
ังนั้นจึงเป็นของธรรมดาที่มาตรฐานการขี่ม้าและการฝึกม้าของอัศวินนักรบเหล่า
นั้น ต้องอยู่ในระดับสูงจนถึงฝึกและขี่ม้าชั้นสูง แ
ต่เนื่องด้วยเหล็กบังเหียน เดือย และเครื่องม้าอื่น ๆ
มีราคาแพงมากจะให้มาตรฐานการขี่ม้าอยู่ในระดับสูงอย่างแท้จริงจึงเป็นไปได้
ยาก
สมัยกลางผ่านไป ประมาณ ปลายศตวรรษที่ ๑๕
จึงปรากฏทฤษฎีการขี่ม้าใหม่ขึ้นอีก หลังจากสมัยโซโนโฟน น
ับเป็นระยะเวลาห่างกันถึงสองพันปี แ
ต่เป็นทฤษฎีผิดแปลกกันราวฟ้ากับดินข้อความตอนหนึ่งของหนังสือแต่ง โ
ดยชาวปารีสนามว่ารอเรนดตอุสราติอุส จัดพิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ. ๑๕๓๓ ม ีว่า ด
ังนี้
ม้าพยศต้องปราบให้เชื่อง โ ดยขังไว้ในคอกนาน ๔ ๐
ว ัน เ วลานำมาขี่ต้องใส่เดือยใหญ่และแส้ที่แข็งแรง
หรือมิฉะนั้นผู้ขี่ต้องถือท่อนเหล็กยา วประมาณ ๓ – ๔ ฟุต ป ลายมีขอแหลม
สามแฉก ถ้าม้าขัดขืนไม่เคลื่อนไปข้างหน้า ผ
ู้ขี่จงใช้ขอแหลมนั้นแทงขาม้าแล้วลากให้มาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าให้จงได้ ค
วรให้ผู้ช่วยคนหนึ่งเอาเหล็กร้อนจี้ตรงใต้หางม้า ในขณะเดียวกันนั้น ผ
ู้ขี่ลงเดือยให้แรงที่สุดเต็มกำลังที่มีอยู่
อย่างไรก็ตามหนังสือของ รอเรนติอุสราสิอุส
หาได้โหดร้ายไปทั่วเล่มไม่ เพราะปรากฏว่า
รู้จักใช้บังเหียนปากอ่อนสำหรับฝึกม้าใหม่ และรู้จักมือดีเหมือนกัน
โรงเรียนขี่ม้าที่ดีมีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้น
ได้แก่ โรงเรียนขี่ม้าเนเปิล ชาวอิตาเลียน ชื่อ เซซาเร เพียสกี้
เป็นผู้จัดตั้งริเริ่มโรงเรียนนี้ขึ้น เป็นที่รู้จักทั่วไปตลอดทวีปยุโรป
นานาประเทศพากันส่งนายทหารไปศึกษาวิชาการขี่ม้าในโรงเรียนนี้ อาทิ
ปลูวิเนล และเดอลาบลูแห่งกองทัพฝรั่งเศสเป็นที่รับกันโดยทั่วไปว่า
โรงเรียนนี้เป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่ได้วางหลักการต่าง ๆ สำหรับการขี่ม้า
ซึ่งบรรดาประเทศทั่วไปได้ใช้เป็นรากฐานแก่งศิลปะการขี่ม้าและดัดแปลงแก้ไข
ให้เหมาะสมครบถ้วนมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
โรงเรียนขี่ม้าเนเปิล
เจริญรุ่งเรืองอยู่ตลอดศตวรรษที่ ๑๖ เซซาเรเพียสกี้
ได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งขึ้นใน ค.ศ.๑๕๓๙
สอนการทำวงด้วยวิ่งเรียบและวิ่งโขยก วิ่งเรียบช้า พาสเซศ และ ฯลฯ
อาจารย์ขี่ม้าคนถัด ๆ ไปได้จัดพิมพ์หนังสือขึ้นอีกเป็นคราว ๆ เช่น
เฟรเดเรโก กรีโซโนซ
น่าจักเป็นคนแรกที่ค้นพบวิธีประสานการบังคับและการใช้น่อง
ได้จัดพิมพ์หนังสือซึ่งมีผู้นิยมและแปลออกเป็นหลายภาษา
การขี่ม้าเจริญขึ้นเป็นลำดับ
ทฤษฏีที่กล่าวมาแล้ว นักม้าชาวอิตาเลียน
ชื่อปินยาเตลลี่และลูกศิษย์ฝรั่งเศส วื่อ เดอลาบลู
ได้นำมาใช้และดัดแปลงให้ดียิ่งขึ้น
เดอลาบลูกลายเป็นบิดาแห่งการขี่ม้าของฝรั่งเศส
ได้เขียนหนังสือที่ดีขึ้นหลายเล่มอันเป็นรากฐานความเจริญในการขี่ม้าของ
ฝรั่งเศสโดยเท้
โรงเรียนขี่ม้าของฝรั่งเศสกลับมีชื่อเสียง
รุ่งเรืองแทนโรงเรียนขี่ม้าเนเปิล ซึ่งเลิกล้มไปโดยสาเหตุการเมือง
อาจารย์ขี่ม้าคนสำคัญได้แก่ ปลูวิเนล
ซึ่งได้ศึกษาจากโรงเรียนขี่ม้าเนเปิลได้เขียนหนังสือชื่อ
การสอนศิลปะการขี่ม้าให้แก่พระราชา
เป็นหนังสือที่อ่านสนุกเพราะเนื้อความเป็นไปในทำนองคำสนทนาในระหว่างอาจารย์
ผู้นี้และพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๓ ปลูวิเนล
ได้แสดงความเห็นว่าจำต้องเอาใจใส่ให้ทราบลักษณะธรรมชาติของม้าและฝึกม้าให้
เป็นม้าที่ดีได้โดยอาศัยความจำของ
ม้าให้เป็นประโยชน์
ในรัชการของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
พระองค์โปรดความเอิกเกริกโอ่โถงและพิธีการต่าง ๆ
การขี่ม้าจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้น พระองค์ได้ทรงสถาปนาโรงเรียนแวร์ไซขึ้น
เป็นโรงเรียนก่อนโรงเรียนเซมือ อันมีชื่อเสียงยิ่งอยู่บัดนี้

อาจารย์ขี่ม้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษที่ ๑๘
ได้แก่ เดอลาแกวิเนียลแห่งฝรั่งเศส เขียนหนังสือโรงเรียนทหารม้า
อันเป็นหนังสือที่แพร่หลายมาก แสดงให้ทราบถึงความเจริญแห่งศิลปะประเภทนี้
เดอลาแกวิเนียล เป็นผู้ริเริ่มการทำงานสองเส้น
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการฝึกขี่ม้า วิธีการของท่านอาจารย์ผู้นี้
ถูกต้องกับเหตุผลและธรรมชาติ
ทั้งยังได้เล็งเห็นความสำคัญของการทรงตัวของม้าและของผู้ขี่
เดอลาแกวิเนียล มีจุดหมายในการฝึกม้าเช่นเดียวกับเซโนโฟน
คือให้ม้าเป็นม้าที่ดีที่สุดสำหนับนายทหารซึ่งในขณะทำการรบ
ความปลอดภัยและสมรรถภาพของนายทหารย่อมขึ้นอยู่ที่ม้า
อยู่ในอาการบังคับและเชื่อฟังเพียงใด
การขี่ม้าของทหารมีความสำคัญขึ้นตามลำดับจนแพร่ไพศาลถึงพลเรือน ฉะนั้น
ย่อมไม่เป็นที่น่าสงสัยว่า
โรงเรียนการขี่ม้าของทหารย่อมเป็นศูนย์กลางของวิทยาการประเภทนี้ ใน
ค.ศ.๑๗๗๑ ยุกแห่ง ชัวเชอล ได้สถานปนาโรงเรียนขี่ม้าที่โซมือ
ขึ้นรุ่งเรืองมือชื่อเสียงเทียบเท่ากับโรงเรียนขี่ม้าที่เนเปิล
เป็นศูนย์กลางของทหารม้า จากกองทัพนานาประเทศจนทุกวันนี้
คองต์ เดาเออ
ผู้บังคับการโรงเรียนในปลายศตวรรษที่แล้วมา
ได้ดัดแปลงแก้ไขทฤษฏีการขี่ม้าที่โซมือให้เจริญยิ่งขึ้น
โดยดัดแปลงการขี่ม้าขั้นสูงให้สอดคล้องต้องกับความจำเป็นในการขี่ม้าสมัย
ใหม่ อันได้แก่การขี่ม้าในภูมิประเทศ
ในปลายศตวรรษที่แล้วมา
กองทัพบกอิตาเลียนได้เปลี่ยนแปลงทฤษฎีการขี่ม้าทั่วโลก
เฉพาะท่านั่งม้าไปข้างหน้า งานนี้เกิดขึ้นจากความอุสาหะพากเพียร
และความรักศิลปะการขี่ม้าของ ร.อ.คาปลิลีลี
ท่านผู้นี้มุ่งเอาใจใส่โดยเฉพาะการขี่ม้า
ในภูมิประเทศ
ได้เห็นและรู้สึกว่าท่านั่งม้าสมัยเก่าซึ่งผู้ขี่ใช้ โกลนยาว
และเอนตัวไปข้างหลังนั้นขัดกับธรรมชาติของม้า จึงทำให้ม้าทำงานได้
ไม่เท่าเทียมกับที่ควร เช่นที่ม้าจะทำได้หากปราศจากผู้ขี่
ท่านั่งม้าที่ไม่เหมาะทำให้ผู้ขี่ทำความ เจ็บปวดให้แก่ปากม้า และเอวม้า
ผู้ขี่และม้าไม่ไปด้วยกัน ขัดขืนกันอยู่โดยเฉพาะขณะข้ามเครื่องกีดขวาง
คาปลิลีลีพยายามหาหนทางวิธีการต่าง ๆ ศึกษา และทดลองด้วยตนเองอยู่หลายปี
ก็ยังหาบรรลุความสำเร็จสมใจไม่
ในครั้งนั้นการขี่ม้าแข่งก็ยังใช้โกลนยาวเช่นเดียวกัน
บังเอิญวันหนึ่งในอเมริกา ณ สนามม้าแห่งหนึ่ง
คนขี่ม้าคนหนึ่งเกิดอุปัทวเหตุ นั่งตรงอยู่บนหลังม้าไม่ได้
จึงโน้มตัวทาบไปบนคอม้า ม้าตัวนั้น ไม่ใช่ม้าตัวเก็งและไม่เคยชนะมาก่อน
เลยกลับชนะเป็นหนึ่ง ทิ้งตัวอื่น ๆ ไกล คาปลิลีลี รู้กิตติศัพท์
จึงนำมาทดลองกับการขี่ม้าของตนบ้าง ได้ผลคือ ม้าทำงานได้ดีขึ้น
มือไม่รบกวนปากม้าเช่นก่อน การบังคับม้ากระทำได้ดี
แต่จำต้องร่นสายโกลนให้สั้นเข้า จึงจะสะดวก คาปลิลีลีทดลองทฤษีของตน
ประกอบกับหลักวิชาจนได้ผล แล้วนำออกแสดงให้โลกทราบ
โดยขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางสูง ๒ เมตร ๒๐ เซนติเมตร ที่เมือง ดุริน
ได้สำเร็จอย่างสะดวกและงดงาม เป็นที่พิศวงโดยทั่วไปทุกประเทศ
คาปลิลีลีทำให้เกิดปัญหาขึ้นในวงการขี่ม้าอิตาเลียน
ถกเถียงทดลองกันอยู่เป็นเวลานาน จึงเห็นคุณค่าโดยแท้จริง
และยอมรับทฤษฎีของคาปลิลีลีมาใช้สำหรับกองทัพบก
คาปลิลีลีถูกแต่งตั้งให้เป็นครูขี่ม้าแห่งโรงเรียนขี่ม้า พินเนโรโล
มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงทั้งชาวอิตาเลียนเอง
และชาวต่างประเทศอีกเป็นอันมาก คาปลิลีลีตกม้าตายหลังจากที่ได้ตกมาแล้ว
๔๐๐ กว่าครั้ง ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จะเกิดขึ้น
และขณะที่กำลังจะได้รับยศเป็นพันตรี