Asian Championship 2018

ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าชมการแข่งขันขี่ม้า รายการ Asian Championship 2018 ณ สนามขี่ม้า สโมสรขี่ม้า Thai Polo & Equestrian Club บางละมุง พัทยา ชลบุรี ระหว่างวันที่ 7-10 ธ.ค.60  มีนักกีฬาจากประเทศต่างๆเข้าร่วมถึง 6 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น การตาร์ อินโดนีเซีย อินเดีย อิหร่าน และไทย

 

 

 

ถ้าจะดูขี่ม้าให้สนุก ต้องเข้าใจกติกา

ถ้าจะดูขี่ม้าให้สนุก อย่างแรกต้องเข้าใจกฎกติกา เสียก่อน…

กีฬาขี่ม้าสากล ภายใต้การควบคุมโดย สมาพันธ์ขี่ม้านานาชาติ ( Federation Equestri a n International ) แบ่งออกเป็น 7 ประเภทกีฬา คือ Dressage, Show jumping, Eventing, Driving, Vaulting , R eining และ Endurance เป็นต้น แต่ใน โอลิมปิกเกมส์ นั้นบรรจุเพียง 3 ประเภทแรกเท่านั้น สมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทย ( Thailand Equestrian Federation ) จึงได้กำหนด ให้มีการแข่งขันในเฉพาะ 3 ประเภทดังกล่าวคือ Dressage, Show jumping, Eventing ซึ่งท่านผู้อ่านคงจะได้เคยผ่านตามาบ้าง ไม่มากก็น้อย กลับมาที่คำถามที่ว่า จะดูขี่ม้ายังไงให้สนุก ? ถ้าจะดูขี่ม้าให้สนุกอย่างแรกต้องเข้าใจ กฎ, กติกา เสียก่อน คงเหมือน กับกีฬาอื่น ๆ ทั่วไป เอาเป็นว่าเรามาค่อย ๆ ทำความรู้จักกีฬาขี่ม้าทีละประเภท กันดีกว่า

Dressage หรือ ที่เรียกว่า ศิลปะการบังคับม้า
เมื่อ กล่าวถึงกีฬาประเภทนี้ อยากให้ผู้อ่านลองนึกภาพ การขี่ม้าที่ผู้ขี่แต่งกายสวย ๆใส่ชุดทักซิโด้, หมวกทรงสูง ( Top Hat ) ตลอดจนมีการถักเปียที่ขนแผงคอม้าและที่หางเป็นต้น ผู้แข่งขันจะบังคับม้าของตนปฏิบัติตามคำสั่งที่กรรมการได้แจกจ่ายไปไว้ ก่อนล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนฝีเท้าม้าในการวิ่งตามจุดบังคับต่างๆ รวมถึงลักษณะการย่างก้าวของม้า ซึ่งใครบังคับม้าของตนได้อย่างสวยงาม แต่ละท่าทางได้เข้าตากรรมการมากกว่ากัน คนนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ เฉกเช่นเดียวกับ กีฬายิมนาสติก ประเภท Floor Exercise ซึ่งบางครั้งไม่ง่ายนักที่จะเดาใจกรรมการได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ สำหรับกีฬาประเภทนี้เรา ๆ ในส่วนของคนดู คงได้แต่เอาใจช่วยนักกีฬาและม้าที่เราชื่นชอบ เท่านั้นแหละครับ ส่วนการตัดสินแพ้ชนะ ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรมการเขาดีกว่า เพราะถ้าผลคะแนนออกมาไม่ตรงกับใจเราจะเกิดกรณี ? ม้าแพ้คนไม่แพ้ ? ขึ้นม้าอีก ซึ่งมีให้เห็นกันบ่อยในบ้านเรา

Showjumping หรือ การขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง
กีฬาประเภทนี้ ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วไป เป็นอย่างมาก เพราะมีความสนุก, ตื่นเต้น, เร้าใจ ตลอดจนเข้าใจง่าย ศึกษา กฎ กติกา คร่าว ๆ ก็พอจะเข้าใจ ซึ่งหลักจริง ๆ มีอยู่ไม่เท่าไหร่ สามารถลองให้คะแนนเอง ร่วมไปกับกรรมการได้ อีกทั้งเมื่อผู้เข้าแข่งขัน แข่งเสร็จในแต่ละคนผู้บรรยายสนามจะสรุปคะแนนให้ฟัง ซึ่งผู้ชมสามารถจดบันทึกตามไปด้วย ประกอบการชมการแข่งขัน จะทำให้เกิดอรรถรสในการชมการแข่งขันมากยิ่งขึ้นไปด้วย โดยกติกาง่าย ๆ โดยเริ่มจากผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีคะแนนเสียเท่ากัน คือ 0 คะแนนในตอนเริ่ม โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำม้าของตน กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ตามหมายเลขเครื่องและแบบของสนาม ซึ่งผู้ออกแบบสนาม(Couse Designer) เป็นผู้ออกแบบไว้ จนครบ โดยใครที่มีคะแนนเสียน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ

ทีนี้ลองมาดูกันครับว่า คะแนนเสียในการแข่งขันเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง
– คะแนนเสียจากการกระโดด
– ม้าเตะเครื่องตกพื้น ซึ่งจะมีคะแนนเสียเครื่องละ 4 คะแนน โดยเครื่องตกกี่เครื่อง ก็คูณ 4 เข้าไป
– ม้าปฏิเสธเครื่อง โดยเบรคหน้าเครื่องกีดขวาง หรือ หลบออกทางข้างทั้งซ้ายและขวา โดย ถ้าปฏิเสธครั้งที่ 1 จะเสีย 4 คะแนน เช่นเดียวกับเตะเครื่องตก แต่ถ้าเกิดปฏิเสธครั้งที่ 2 แสดงว่าม้าไม่พร้อมที่จะแข่งขัน ต่อไป ต้องถูกให้ออกจากการแข่งขัน ( Elimination )
– คะแนนเสียจากการใช้เวลาเกิน ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ผู้บรรยายสนาม จะประกาศให้ทราบถึง เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน ด้วยกัน 2 ประเภทเวลา คือ
– เวลาที่ยินยอม ( Time Allowed ) ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเวลาในการผ่านจากเส้นเริ่มต้น ( Start Line ) จนถึงเส้นจบ ( Finish Line ) น้อยกว่าเวลา Time Allowed ที่กำหนด แต่ถ้าใช้เวลาเกิน จะมีคะแนนเสียเพิ่มขึ้น อีก 4 วินาทีต่อ 1 คะแนน ยกตัวอย่างเช่น Time Allowed คือ 97 วินาที แต่ นาย ก กับม้า A ทำเวลาได้ 99วินาที ซึ่งเกิน Time Allowed 2 วินาท(อยู่ใน 4 วินาทีแรก) ก็จะทำให้ นาย ก กับม้า A มีคะแนนเสียเพิ่มจากคะแนนเสียจากการกระโดด อีก 1 คะแนน …ใน Case เดียวกัน หาก นาย ข กับม้า B ทำเวลาได้ 103 วินาที ซึ่งเกิน Time Allowed 7 วินาที (อยู่ใน 4 วินาทีที่สอง) ก็จะทำให้นาย ข กับม้า B มีคะแนนเสียเพิ่มจากการกระโดด อีก 2 คะแนน เป็นต้น
– Time Limit หรือเวลาที่กำหนดจะเท่ากับ 2 เท่าของ Time Allowed ยกตัวอย่างเช่น Time Allowed เท่ากับ 97 วินาที ดังนั้น Time Limit จะเท่ากับ 194 วินาที เป็นต้น ผู้ขี่ม้าจะต้องทำเวลาได้ภายใน Time Limit ที่กำหนด ถ้าเกินแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวจะต้องออกจากการแข่งขัน (Elimination)
– ถ้าผู้เข้าแข่งขันตกม้า ต้องถูกออกจากการแข่งขัน( Elimination)

Eventing อีเวนท์ติ้ง
เป็นประเภทกีฬาขี่ม้าที่รวม เอา ทั้ง Dressage และ Show jumping มารวมกัน โดยเพิ่มในส่วนของ Cross Country หรือ การขี่ม้าในภูมิประเทศเข้าไปด้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกีฬาว่ายน้ำประเภทผสม ซึ่งมีการรวมเอาหลายท่าไม่ว่าจะเป็นผีเสื้อ, Freestyle , กรรเชียงและกบมาแข่งขัน เฉกเช่นเดียวกับที่ Eventing กำหนดให้ผู้ขี่และม้าตัวเดิมจะต้องผ่านทั้ง Dressage, Cross Country และ Show jumping ในด่านสุดท้ายซึ่งใครที่ผ่านทั้ง 3 ด่านแล้วมีคะแนนเสียน้อยที่สุด จะเป็นผู้ชนะ กีฬาประเภทนี้ไม่สามารถแข่งจบภายในวันเดียว เพราะฉะนั้นผู้ชมจะต้องทราบผลคะแนนของแต่ละประเภท ของนักกีฬาและม้าแต่ละคน โดยดูได้จากบอร์ดคะแนน ซึ่งเมื่อกรรมการรวมคะแนนเสร็จแล้วจะนำมาประกาศภายหลังจากจบการแข่งขันในแต่ ละประเภทเพื่อให้ทราบทั่วกัน โดยเริ่มจากการแข่งขันใน Dressage ซึ่งการแข่งขันก็จะเหมือนกับ Dressage ทั่วไป เพียงแต่เอาคะแนนที่ทำได้ ลบด้วยคะแนนเต็มทั้งหมด ซึ่งจะเป็นคะแนนเสียสะสม ซึ่งจะไปรวมกับ คะแนนเสียในส่วนของ Cross Country ซึ่งม้า จะต้องวิ่งไปตาม Couse Plan ที่ผู้ออกแบบสนาม ได้กำหนดไว้และกระโดดข้ามเครื่องขวางที่ถูกสร้างขึ้นในภูมิประเทศที่แตกต่าง กันไป โดยที่ผู้ขี่และม้ามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธเครื่องได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะถูกตัดคะแนน 20 คะแนน ในครั้งที่ 3 จะถูกให้ออกจากการแข่งขัน โดยจะปฏิเสธในเครื่องกีดขวางเครื่องเดียวกันได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ปฏิเสธครั้งที่ 1 คงเสีย 20 คะแนน ถ้ายังปฏิเสธครั้งที่ 2 อีกก็จะ เสียคะแนนเพิ่มอีก 40 คะแนน ถ้ายังมีครั้งที่ 3 ต้องถูกให้ออกจากการแข่งขัน ส่วนการตกม้าใน Cross Country นั้น ไม่อนุญาติให้มีการตกม้า ต้องออกจากการแข่งขันเท่านั้น โดยรายละเอียดของกติกาค่อนข้างจะซับซ้อนพอสมควร ถ้าจะศึกษากันจริง ๆ จะต้องเข้าอบรมเพราะรายละเอียดจะมีค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนใหญ่ผลแพ้ชนะ ผู้ชมสามารถมาลุ้นเอาที่ประเภทสุดท้าย คือ Show jumping ได้ โดย ขอทราบรายละเอียดคะแนนของ 2 ประเภทแรกได้จากกรรมการ แล้วนำมาคิดรวม กับคะแนนเสียใน Show jumping วันสุดท้าย ซึ่งหลักการคิดในปัจจุบัน FEI. ปรับ ให้มีการคิดคะแนนเหมือนใน Show jumping ทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ไม่สับสน ต่างกันนิดหน่อยตรงที่การคิดคะแนนเสียจากการใช้เวลาเกิน Time Allowed มีคะแนนเสียเพิ่ม วินาทีละ 1 คะแนน และอนุญาติให้ตกม้าได้ครั้งนึง โดยมีคะแนนเสีย 8 คะแนน แต่ถ้าตกม้าครั้งที่ 2 ต้องออกจากการแข่งขัน Elimination

สำหรับในรายละเอียดของกติกา ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจที่จะทราบ สามารถติดตามได้จาก

http ://www.horsesport.org/fei/discover/discover_02_01.html/

เรียนรู้สัจธรรมชีวิตกับ “หัวโขน”

ชีวิตคนไทยสมัยก่อนไม่เพียงแต่รู้จักหัวโขนในเชิงศิลปะเท่านั้น แต่ยังได้ซึมซับเนื้อหาสาระเรื่องราวที่ผู้แสดงนำมา เล่นตามบทบาทในท้องเรื่อง ซึ่งเป็นเสมือนภาพสะท้อนของสังคมไทยเฉพาะด้านการปกครองที่ตัวแสดงต้องเล่น เป็นตัวบุคคล ดำรงตำแหน่งฐานะต่างๆที่มีความสำคัญลดหลั่นกันไป โดยมีหัวโขนเป็นสิ่งกำหนดบ่งบอกให้รู้ และหากถอดหัวโขนออก ตัวแสดงทุกตัวก็จะมีลักษณะเหมือนมนุษย์ธรรมดาใกล้เคียงกันทันที คนไทยแต่ก่อนจึงนำ “หัวโขน” มาเปรียบเทียบใช้เป็นเครื่องมือเตือนสติผู้คนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งมีอำนาจเหลือล้นทั้งหลายว่าเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ยั่งยืนถาวร เป็นเสมือน \”หัวโขน\” ที่สวมอยู่เท่านั้น เมื่อพ้นตำแหน่ง คือถอดหัวโขนเสียเมื่อใด ก็จะไม่มีสิ่งสมมติใดหลงเหลืออยู่เลย นอกจากความเป็นสามัญอันเป็นสิ่งปกติธรรมดาของสรรพสิ่งโดยทั่วไป

ตำนานการขี่ม้าแต่ครั้งโบราณ

ตำนานการขี่ม้าแต่ครั้งโบราณ มนุษย์ได้นำม้ามาใช้เป็นพาหนะขับขี่นับแต่โบราณ กาล แต่จะเริ่มจับม้าป่านำมาใช้ขี่ในปีหรือสมัยใดนั้น เป็นการยากที่จะหาหลักฐานให้ทราบโดยชัดเจนได้ น ิทานปรัมปราของชาวกรีกกล่าวถึงเซนเตาร์อันเป็นลักษณะของสัตว์ประหลาด ต ัวเป็นม้าหัวเป็นคน รามเกียรติ์ของอินเดียซึ่งชาวไทยเรารู้เรื่องดีอยู่ก็ปรากฏสัตว์ประหลาดนั้น ได้แก่ม้ารีศ มีตัวเป็นม้าแต่หัวเป็นยักษ์ นักขี่ม้าผู้สนใจในประวัติการขี่ม้าได้สันนิษฐานว่า เซนเตาร์ของกรีกและม้ารีศของอินเดีย หาใช่สัตว์ประหลาดอย่างใดไม่ แ ต่เป็นคนขี่ม้าธรรมดานั่นเอง ม ีความชำนาญในการขี่ม้าเป็นพิเศษและมีชีวิตใกล้ชิดอยู่กับม้าตลอดเวลาไม่ห่าง กันเลย ค นโบราณถือโชคลางภูตผีปีศาจและเทวดา กล่าวถึงเซนเตาร์และม้ารีศ จึงเป็นไปในทำนองผิดธรรมชาติ รวมเอาคนกับม้าเป็นชีวิตเดียวกันเสีย จ ะได้เกิดความประหลาดมหัศจรรย์เหมาะกับคนในสมัยนั้น

หลักฐานที่พอจะนำมาพิจารณาให้ทราบถึงความ สัมพันธ์ ระหว่างม้ากับมนุษย์นั้นจะหาได้จากรูปเขียน รูปสลักหินโบราณ ซ ึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญ ๆ ของโลกปรากฏว่าชาวอียิปต์และชาวกรีกโบราณ ซึ่งยกย่องม้าว่าเป็นสัตว์อันสูงศักดิ์ นำม้ามาเทียมรถศึกใช้ทำการรบ ด้วยความมุ่งหมายเช่นเดียวกับที่เราใช้รถถังในสมัยนี้ หนังสือไอเลียดของโฮเมอร์ ชาวกรีก อ ันเป็นวรรณคดีสำคัญของชาวกรีกโบราณประมาณพันปีก่อน ค .ส. บรรยาย ความงดงามสง่าของบรรดาเทพเจ้าและผู้กล้าหาญต่าง ๆ บ นรถศึกเทียมม้าแต่ถึงกระนั้นก็ตามไม่ปรากฏว่าในสมัยนั้นทั้งชาวอียิปต์และ กรีกได้ใช้ม้าสำหรับขี่เป็นพาหนะ

 

ในสมัยเดียวกัน ศิลปการขี่ ม้าได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในทวีปเอเชียแล้ว ศ ิลาสลักแผ่นหนึ่งซึ่งอังกฤษสกัดแกะออกจากผนังปราสาทที่เมืองนินิเวท์ของพระ เจ้านิมรอด และบัดนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอังกฤษ แ สดงให้เห็นพระราชาออกล่าสัตว์ทรงม้า ม้าทรงเป็นม้าลักษณะดีเลิศศีรษะเล็กได้ส่วนสวยงาม พ ระราชาก็ทรงม้าได้สง่าสวยงามและเห็นได้ชัดเจนว่าทรงสามารถบังคับม้าได้ดี ยิ่ง แม้ว่าจะวิ่งเต็มฝีเท้า ก็อาจทรงสังหารเนื้อสมันข้างหน้าได้ ม ีมหาดเล็กติดตามสองนาย นายหนึ่งถือลูกธนูสำรอง อีกนายหนึ่งถือหอกของพระราชา เ ครื่องม้าที่ใช้นั้นไม่ผิดกับที่มีใช้ในปัจจุบันนักขาดแต่อานม้าซึ่งยังไม่ เป็นสิ่งรู้จักกันในสมัยนั้น พ ระราชาทรงประทับอยู่บนผ้าปูหลังซึ่งมีลวดลายปกอย่างงดงามมหาดเล็กขี่ม้าหลัง เปล่า

ศิลปะการขี่ม้าได้แพร่หลายเข้าไปในทวีปยุโรป จนราว ๔๐๐ ปี ก่อน ค.ศ. อัศวินผู้ยิ่งใหญ่ชาวกรีกผู้หนึ่งมีนามว่า เซโนโฟน ไ ด้เขียนหนังสือเกี่ยวกับม้าและการขี่ม้าขึ้น นับเป็นหนังสืออันเป็นหลักฐานชุดแรกที่ตกทอดถึงชนรุ่นหลังในสมัยนี้ หนังสือเล่มแรกของ เ ซโนโฟน การขี่ม้าบรรจุข้อความ ๑ ๒ บท กล่าวถึงการขี่ม้าในเรื่องต่างๆ เช่น การเลือกม้า การปฏิบัติบำรุง การเตรียมฝึก การฝึก ก ารข้ามดูและกำแพง และตลอดจน การฝึกม้าชั้นสูงบางอย่างซึ่งในสมัยนี้เราเรียกว่า การขี่ม้าชั้นสูง นอกจากนั้น เซโนโฟน ยังได้กล่าวถึง ก ารมีมือดีในการขี่ม้า ซึ่งเป็นศิลปะสำคัญยิ่งด้วย

ผู้ขี่คุมสติไว้ได้ นับว่าเป็นปัจจัยที่ดี และนิสัยอันเลิศ ความโมโหหุนหันจะทำให้เป็นผู้ปราศจากเหตุผล แ ละนำให้ทำสิ่งซึ่งจะทำให้เสียใจในภายหลัง ในเมื่อม้าแสดงความหวาดกลัวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งขัดขืนไม่เข้าใกล้ผู้ขี่จะ ต้องทำให้ม้าเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลย โ ดยเฉพาะในเมื่อม้าตัวนั้นเป็นม้าที่กล้าตัวหนึ่งมาเสมอ ทั้งนี้โดยให้ผู้ขี่เดินเข้าไปยังสิ่งที่ม้ากลัวและจับต้อง ค รั้นแล้วจูงม้าเข้าไปยังสิ่งนั้นอย่างสงบเงียบผู้ขี่ซึ่งข่มบังคับม้าโดย อำนาจแส้เท่านั้น จ ะยิ่งทำให้ม้าตื่นยิ่งขึ้น เ พราะม้าจะนึกว่าความเจ็บที่ตนได้รับนั้น เนื่องมาจากสิ่งที่ตนกลัวนั้นเอง

หนังสือเล่มสองของเซโนโฟน ผู้บังคับทหารม้า ก็ยังทันสมัยอยู่เช่นเดียวกับเล่มแรก ๆ โ ดยกล่าวถึงวิธีการฝึกม้าให้เหมาะกับงานที่ต้องใช้ ได้แก่ ม้าสำหรับทหารม้า หลักการอันนี้ยังเป็นหลักการที่นักขี่ม้าทั้งหลายยึดถืออยู่จนสมัยปัจจุบัน นี้

หลังจากเซโนโฟนถึงสองพันปี จึงปรากฏหนังสือเกี่ยวกับการขี่ม้าขึ้นอีกระหว่างเวลานั้น หาได้ปรากฏหนังสือชนิดนี้ขึ้นอีกไม่ นอกจากปลูตาด ได้เขียนเล่าการขี่ม้าของจูเลียดซีซ่าร์ ว่า ขี่ม้าโดยปราศจากเครื่องม้าได้งดงามชำนิชำนาญนัก ช าวโรมันในสมัยนั้นมีทหารม้าเป็นปึกแผ่นและได้รับการฝึกเป็นอย่างดี ในการรบปฏิบัติอยู่ทางปีกของทหารราบ

หลังราชอาณาจักรโรมันพินาศไปแล้ว หน่วยทหา รเคลื่อนที่บนหลังม้ายิ่งทวีความสำคัญยิ่ง ส่วนทหารราบกลับเสื่อมลงทุกที ก องทัพของพระมหาจักรพรรดิ์ชาลมานประกอบด้วยทหารม้าเป็นส่วนมาก ตลอดสมัยกลางนักรบผู้ขี่ม้าจึงเป็นเอกอยู่ในสนามยุทธ ทั้งในดินแดนยุโรปและทั่วไป ส มัยกลางเป็นศตวรรษของอัศวินแห่งสงคราม ค รูเสดนักรบใส่เกราะหนาเข้าทำการประลองฝีมือตามเมืองสำคัญต่าง ๆ เ พื่อหาชื่อเสียงตำแหน่งยศ ด ังนั้นจึงเป็นของธรรมดาที่มาตรฐานการขี่ม้าและการฝึกม้าของอัศวินนักรบเหล่า นั้น ต้องอยู่ในระดับสูงจนถึงฝึกและขี่ม้าชั้นสูง แ ต่เนื่องด้วยเหล็กบังเหียน เดือย และเครื่องม้าอื่น ๆ มีราคาแพงมากจะให้มาตรฐานการขี่ม้าอยู่ในระดับสูงอย่างแท้จริงจึงเป็นไปได้ ยาก

สมัยกลางผ่านไป ประมาณ ปลายศตวรรษที่ ๑๕ จึงปรากฏทฤษฎีการขี่ม้าใหม่ขึ้นอีก หลังจากสมัยโซโนโฟน น ับเป็นระยะเวลาห่างกันถึงสองพันปี แ ต่เป็นทฤษฎีผิดแปลกกันราวฟ้ากับดินข้อความตอนหนึ่งของหนังสือแต่ง โ ดยชาวปารีสนามว่ารอเรนดตอุสราติอุส จัดพิมพ์ขึ้นในปี ค.ศ. ๑๕๓๓ ม ีว่า ด ังนี้

ม้าพยศต้องปราบให้เชื่อง โ ดยขังไว้ในคอกนาน ๔ ๐ ว ัน เ วลานำมาขี่ต้องใส่เดือยใหญ่และแส้ที่แข็งแรง หรือมิฉะนั้นผู้ขี่ต้องถือท่อนเหล็กยา วประมาณ ๓ ? ๔ ฟุต ป ลายมีขอแหลม สามแฉก ถ้าม้าขัดขืนไม่เคลื่อนไปข้างหน้า ผ ู้ขี่จงใช้ขอแหลมนั้นแทงขาม้าแล้วลากให้มาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าให้จงได้ ค วรให้ผู้ช่วยคนหนึ่งเอาเหล็กร้อนจี้ตรงใต้หางม้า ในขณะเดียวกันนั้น ผ ู้ขี่ลงเดือยให้แรงที่สุดเต็มกำลังที่มีอยู่

อย่างไรก็ตามหนังสือของ รอเรนติอุสราสิอุส หาได้โหดร้ายไปทั่วเล่มไม่ เพราะปรากฏว่า รู้จักใช้บังเหียนปากอ่อนสำหรับฝึกม้าใหม่ และรู้จักมือดีเหมือนกัน

โรงเรียนขี่ม้าที่ดีมีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้น ได้แก่ โรงเรียนขี่ม้าเนเปิล ชาวอิตาเลียน ชื่อ เซซาเร เพียสกี้ เป็นผู้จัดตั้งริเริ่มโรงเรียนนี้ขึ้น เป็นที่รู้จักทั่วไปตลอดทวีปยุโรป นานาประเทศพากันส่งนายทหารไปศึกษาวิชาการขี่ม้าในโรงเรียนนี้ อาทิ ปลูวิเนล และเดอลาบลูแห่งกองทัพฝรั่งเศสเป็นที่รับกันโดยทั่วไปว่า โรงเรียนนี้เป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่ได้วางหลักการต่าง ๆ สำหรับการขี่ม้า ซึ่งบรรดาประเทศทั่วไปได้ใช้เป็นรากฐานแก่งศิลปะการขี่ม้าและดัดแปลงแก้ไข ให้เหมาะสมครบถ้วนมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

โรงเรียนขี่ม้าเนเปิล เจริญรุ่งเรืองอยู่ตลอดศตวรรษที่ ๑๖ เซซาเรเพียสกี้ ได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งขึ้นใน ค.ศ.๑๕๓๙ สอนการทำวงด้วยวิ่งเรียบและวิ่งโขยก วิ่งเรียบช้า พาสเซศ และ ฯลฯ อาจารย์ขี่ม้าคนถัด ๆ ไปได้จัดพิมพ์หนังสือขึ้นอีกเป็นคราว ๆ เช่น เฟรเดเรโก กรีโซโนซ น่าจักเป็นคนแรกที่ค้นพบวิธีประสานการบังคับและการใช้น่อง ได้จัดพิมพ์หนังสือซึ่งมีผู้นิยมและแปลออกเป็นหลายภาษา การขี่ม้าเจริญขึ้นเป็นลำดับ

ทฤษฏีที่กล่าวมาแล้ว นักม้าชาวอิตาเลียน ชื่อปินยาเตลลี่และลูกศิษย์ฝรั่งเศส วื่อ เดอลาบลู ได้นำมาใช้และดัดแปลงให้ดียิ่งขึ้น เดอลาบลูกลายเป็นบิดาแห่งการขี่ม้าของฝรั่งเศส ได้เขียนหนังสือที่ดีขึ้นหลายเล่มอันเป็นรากฐานความเจริญในการขี่ม้าของ ฝรั่งเศสโดยเท้

โรงเรียนขี่ม้าของฝรั่งเศสกลับมีชื่อเสียง รุ่งเรืองแทนโรงเรียนขี่ม้าเนเปิล ซึ่งเลิกล้มไปโดยสาเหตุการเมือง อาจารย์ขี่ม้าคนสำคัญได้แก่ ปลูวิเนล ซึ่งได้ศึกษาจากโรงเรียนขี่ม้าเนเปิลได้เขียนหนังสือชื่อ การสอนศิลปะการขี่ม้าให้แก่พระราชา เป็นหนังสือที่อ่านสนุกเพราะเนื้อความเป็นไปในทำนองคำสนทนาในระหว่างอาจารย์ ผู้นี้และพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๓ ปลูวิเนล ได้แสดงความเห็นว่าจำต้องเอาใจใส่ให้ทราบลักษณะธรรมชาติของม้าและฝึกม้าให้ เป็นม้าที่ดีได้โดยอาศัยความจำของ
ม้าให้เป็นประโยชน์

ในรัชการของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ พระองค์โปรดความเอิกเกริกโอ่โถงและพิธีการต่าง ๆ การขี่ม้าจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้น พระองค์ได้ทรงสถาปนาโรงเรียนแวร์ไซขึ้น เป็นโรงเรียนก่อนโรงเรียนเซมือ อันมีชื่อเสียงยิ่งอยู่บัดนี้

อาจารย์ขี่ม้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในศตวรรษที่ ๑๘ ได้แก่ เดอลาแกวิเนียลแห่งฝรั่งเศส เขียนหนังสือโรงเรียนทหารม้า อันเป็นหนังสือที่แพร่หลายมาก แสดงให้ทราบถึงความเจริญแห่งศิลปะประเภทนี้ เดอลาแกวิเนียล เป็นผู้ริเริ่มการทำงานสองเส้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการฝึกขี่ม้า วิธีการของท่านอาจารย์ผู้นี้ ถูกต้องกับเหตุผลและธรรมชาติ ทั้งยังได้เล็งเห็นความสำคัญของการทรงตัวของม้าและของผู้ขี่ เดอลาแกวิเนียล มีจุดหมายในการฝึกม้าเช่นเดียวกับเซโนโฟน คือให้ม้าเป็นม้าที่ดีที่สุดสำหนับนายทหารซึ่งในขณะทำการรบ ความปลอดภัยและสมรรถภาพของนายทหารย่อมขึ้นอยู่ที่ม้า อยู่ในอาการบังคับและเชื่อฟังเพียงใด การขี่ม้าของทหารมีความสำคัญขึ้นตามลำดับจนแพร่ไพศาลถึงพลเรือน ฉะนั้น ย่อมไม่เป็นที่น่าสงสัยว่า โรงเรียนการขี่ม้าของทหารย่อมเป็นศูนย์กลางของวิทยาการประเภทนี้ ใน ค.ศ.๑๗๗๑ ยุกแห่ง ชัวเชอล ได้สถานปนาโรงเรียนขี่ม้าที่โซมือ ขึ้นรุ่งเรืองมือชื่อเสียงเทียบเท่ากับโรงเรียนขี่ม้าที่เนเปิล เป็นศูนย์กลางของทหารม้า จากกองทัพนานาประเทศจนทุกวันนี้

คองต์ เดาเออ ผู้บังคับการโรงเรียนในปลายศตวรรษที่แล้วมา ได้ดัดแปลงแก้ไขทฤษฏีการขี่ม้าที่โซมือให้เจริญยิ่งขึ้น โดยดัดแปลงการขี่ม้าขั้นสูงให้สอดคล้องต้องกับความจำเป็นในการขี่ม้าสมัย ใหม่ อันได้แก่การขี่ม้าในภูมิประเทศ

ในปลายศตวรรษที่แล้วมา กองทัพบกอิตาเลียนได้เปลี่ยนแปลงทฤษฎีการขี่ม้าทั่วโลก เฉพาะท่านั่งม้าไปข้างหน้า งานนี้เกิดขึ้นจากความอุสาหะพากเพียร และความรักศิลปะการขี่ม้าของ ร.อ.คาปลิลีลี ท่านผู้นี้มุ่งเอาใจใส่โดยเฉพาะการขี่ม้า
ในภูมิประเทศ ได้เห็นและรู้สึกว่าท่านั่งม้าสมัยเก่าซึ่งผู้ขี่ใช้ โกลนยาว และเอนตัวไปข้างหลังนั้นขัดกับธรรมชาติของม้า จึงทำให้ม้าทำงานได้ ไม่เท่าเทียมกับที่ควร เช่นที่ม้าจะทำได้หากปราศจากผู้ขี่ ท่านั่งม้าที่ไม่เหมาะทำให้ผู้ขี่ทำความ เจ็บปวดให้แก่ปากม้า และเอวม้า ผู้ขี่และม้าไม่ไปด้วยกัน ขัดขืนกันอยู่โดยเฉพาะขณะข้ามเครื่องกีดขวาง คาปลิลีลีพยายามหาหนทางวิธีการต่าง ๆ ศึกษา และทดลองด้วยตนเองอยู่หลายปี ก็ยังหาบรรลุความสำเร็จสมใจไม่ ในครั้งนั้นการขี่ม้าแข่งก็ยังใช้โกลนยาวเช่นเดียวกัน บังเอิญวันหนึ่งในอเมริกา ณ สนามม้าแห่งหนึ่ง คนขี่ม้าคนหนึ่งเกิดอุปัทวเหตุ นั่งตรงอยู่บนหลังม้าไม่ได้ จึงโน้มตัวทาบไปบนคอม้า ม้าตัวนั้น ไม่ใช่ม้าตัวเก็งและไม่เคยชนะมาก่อน เลยกลับชนะเป็นหนึ่ง ทิ้งตัวอื่น ๆ ไกล คาปลิลีลี รู้กิตติศัพท์ จึงนำมาทดลองกับการขี่ม้าของตนบ้าง ได้ผลคือ ม้าทำงานได้ดีขึ้น มือไม่รบกวนปากม้าเช่นก่อน การบังคับม้ากระทำได้ดี แต่จำต้องร่นสายโกลนให้สั้นเข้า จึงจะสะดวก คาปลิลีลีทดลองทฤษีของตน ประกอบกับหลักวิชาจนได้ผล แล้วนำออกแสดงให้โลกทราบ โดยขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางสูง ๒ เมตร ๒๐ เซนติเมตร ที่เมือง ดุริน ได้สำเร็จอย่างสะดวกและงดงาม เป็นที่พิศวงโดยทั่วไปทุกประเทศ คาปลิลีลีทำให้เกิดปัญหาขึ้นในวงการขี่ม้าอิตาเลียน ถกเถียงทดลองกันอยู่เป็นเวลานาน จึงเห็นคุณค่าโดยแท้จริง และยอมรับทฤษฎีของคาปลิลีลีมาใช้สำหรับกองทัพบก คาปลิลีลีถูกแต่งตั้งให้เป็นครูขี่ม้าแห่งโรงเรียนขี่ม้า พินเนโรโล มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงทั้งชาวอิตาเลียนเอง และชาวต่างประเทศอีกเป็นอันมาก คาปลิลีลีตกม้าตายหลังจากที่ได้ตกมาแล้ว ๔๐๐ กว่าครั้ง ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ จะเกิดขึ้น และขณะที่กำลังจะได้รับยศเป็นพันตรี

 

จะแข่งม้า(ขี่ม้า)ยังไงถึงจะได้เหรียญ

โดย… Monty & Me

กล่าวนำ …หลายครั้งหลายหน หลายคนเคยมาถามผม เกี่ยวกับเคล็ดลับความสำเร็จ ในการแข่งขันขี่ม้า ว่า ? ทำยังไงถึงจะประสบ ความสำเร็จ ในการแข่งขันฯ ? เขาเหล่านั้นถามผมในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ และผมก็ตอบซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้งกับคำถามนี้ เลยมานั่งคิดว่า….ไหนๆก็ต้องตอบคำถามนี้บ่อยๆแล้ว ก็ลองเขียนออกมาเป็นบทความเลยดีกว่า …….. ซึ่งจริงๆแล้ว หลักๆมัน ไม่ยากอย่างที่ใจเรานึก, กลัวและกังวลไปเอง มันมีหลักคิดง่ายๆไม่กี่อย่าง โดยผมจะลองลำดับความคิดออกเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

* ทำเพราะความรัก ความเข้าใจในกีฬาขี่ม้าอย่างแท้จริง ผมหยิบมาเป็นสิ่งแรกที่ต้องคุยกันเลย เพราะกีฬาขี่ม้าไม่เหมือนกีฬา ประเภทอื่น เพราะอุปกรณ์กีฬาของเรา มีชีวิต มีความคิด มีจิตใจ มีความรู้สึก มีความนึกคิดเป็นของมันเอง ? นั่นก็คือม้าของเรา นั่นเอง ต้องยอมรับความจริงว่า ในการแข่งขัน นอกจากความพร้อมของผู้ขี่แล้ว ยังต้องมีความพร้อมของม้าด้วย ม้าและผู้ขี่คู่ไหน ทำได้ดีที่สุดในวันนั้นคือ ผู้ชนะ บางครั้งเราพร้อมเราตั้งใจ แต่ม้าเขาป่วยไม่สบาย ไม่มีแรง เราก็ต้องรับความจริงข้อนั้นให้ได้ อย่าไปดุ ทำโทษ เขา และมีความพลอยยินดี ทุกครั้งที่เห็นคนที่ทำได้ดีกว่าเขาเป็นผู้ชนะ เลิกโทษคนอื่น และตั้งเป้า เอาไว้ว่า สักวันนึงเราจะทำได้ * ถามตัวเองว่าตอนที่อยู่ในสนามแข่งขันคุณแข่งอยู่กับใคร ………….ซึ่งก่อนอื่นนักขี่ม้าทุกคนต้องตอบคำถามนี้ให้ได ้เสียก่อน…. ในสนามแข่งขันขี่ม้านั้น จะมีแค่คุณกับม้าของคุณเท่านั้นที่อยู่ในสนาม (ส่วน คนดู, ครูผู้ฝึกสอน, โค๊ช, อดีตนักกีฬา ทีมชาติหลายสมัยที่เป็นตัวเก็ง, ตลอดจน กรรมการตัดสิน ซึ่งพวกคนเหล่านี้ล้วนแล้วต้องอยู่นอกสนามแข่งขันทั้งหมด) คุณไม่ต้องเอาม้าของคุณไปวิ่งแข่งกับม้าของใคร เหมือนพวกม้าแข่ง( Racing Horses) คุณไม่ต้องไปออกแรงไปงัดข้อกับใคร คุณไม่ต้องไปแย่งลูกบอลจากใครในสนามแข่งขัน เพราะในสนามแข่งขันขี่ม้านั้น( Equestrian) จะมีแค่คุณกับม้าของคุณเท่านั้น ที่อยู่ในสนาม คุณต้องแข่งกับตัวเองต่างหาก…และถามต่อไปอีกว่าจะแข่งยังไงหล่ะ ? …ตรงนี้ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า ก่อนแข่งคุณซ้อมจากที่บ้านมาดีหรือไม่ ดีพอหรือยัง ถ้าซ้อมมาอย่างดีแล้ว แค่เพียงคุณทำได้เหมือนซ้อมที่บ้าน แข่งกับตัวเอง แค่นี้คุณก็คือผู้ชนะแล้วในเกมการแข่งขัน นั้นๆ…..ทั้งใน Dressage ก็ดี หรือ Show Jumping ก็ดี ยกตัวอย่างเช่น ถามว่าใน Dreassage ถ้าคุณไม่ตื่นเต้นและเกร็งคู่ต่อสู้ หรือม้าของผู้ต่อสู้ และคุณเตรียมตัวทำ Test มาอย่างดี รู้จุด,รู้มุมเลี้ยว ชัดเจน, ไม่ตื่นเต้นกังวล, มีสมาธิใจไม่วอกแว่ก และที่สำคัญมีความสุขกับการขี่ม้าของคุณ แค่นี้แหล่ะคุณก็มีโอกาสคว้าเหรียญ รางวัลเหรียญใดเหรียญหนึ่งจากการแข่งขันมาครองแล้ว หลักคิดเดียวกันแถมชัดเจนมากขึ้น ใน Show Jumping แค่คุณมีสมาธิ, ไม่ตื่นเต้น, กลัวนั้นกลัวนี่, ทำให้ได้เหมือนตอนที่ซ้อม, Walk Course ให้มั่นใจ รู้จุด เลี้ยว มุมเข้าเครื่อง, รู้ speed ที่ใช้ กับเวลาที่มี ….คือสรุปว่า ถ้าแค่ม้าของคุณไม่เตะเครื่องตก หรือปฏิเสธเครื่องแล้วหล่ะก็ คุณก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะในเกมแข่งขันนั้นแล้ว

* ถามตัวเองว่าเรากับม้าของเรานั้น รวมกันแล้วมันอยู่ระดับไหน ….. .ในระบบการแข่งขันขี่ม้าจะแบ่งเป็นระดับความยากง่ายของ Course ซึ่งจะกำหนดชัดเจน จาก Dresaage Test ก็ดี หรือจาก ระดับความสูงของเครื่องกระโดดก็ดี หรือจากการแบ่งห้วงอาย ุของผู้เข้าแข่งขันก็ดี กติกาเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นสากล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอยู่แล้ว ?. มีเรื่องเล่า เอาเรื่องของตัวเอง ก่อนดีกว่า …. ผมคัดตัวติดทีมชาติครั้งแรก (ครั้งเดียว) และได้เหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์เลย ? จะเริ่มยังไงดี เอาแบบ ไม่ยาว สั้นๆ กะทัดรัด ได้ใจความ และไม่อยากให้คนหมั่นไส้ด้วย คืออย่างนี้…. ที่ผมจะเล่าให้ฟังอย่างไม่อาย ก็คือ ตอนที่ผมติดทีมชาตินั้น ผมยังไม่เคยแข่งได้ถ้วย Dressage ระดับ Elementary เลย แล้วผมก็ไม่เคยแข่งกระโดดเกิน 1.20 เมตรด้วย แต่ผมเคยชนะการ แข่งขันศิลปะการบังคับม้า ระดับ Novice, ผมเคยชนะการแข่งขันขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีด ขวางระดับ 105, 110 ซม. หลายครั้ง หลายหน จนมีคนหลายคนพอที่จะรู้จักบ้าง พอถึงเวลาเขาคัดตัวทีมชาติ Eventing ตอนนั้นแข่งระดับ one star ซึ่งเขาใช้ แค่ ระดับ Novice Tests กระโดดก็แค่ ไม่เกิน 110 ซม. ก็เลยมีรายชื่อเข้าไปคัดตัวกับเขาด้วย จนได้เป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้…. เพราะฉะนั้นผมกำลังจะบอกว่า จำเป็นหรือไม่ที่เวลา
เราจะต้องเลือกระดับการลงแข่งนั้น ต้องเลือกในสิ่งที่ทำได้ไปทั้งหมด ผมตอบเลยว่าไม่จำเป็น ม้าคุณทำ Half Pass, Sholder In ได้ แต่คุณยังไม่เคยสักครั้งที่จะได้ถ้วยชนะเลิศ Novice เลยสักกะใบเดียว แค่เคยได้ โบว์แดง, โบว์เหลือง จำเป็นเหรอที่คุณจะ เอาม้าไปแข่ง Elementary หรือ M level กะอีแค่มันทำ Counter Canter, หรือ Flying Change ได้ หรือม้าของคุณซ้อมอยู่ที่ สโมสร เคยกระโดดสูงได้ 1.30 แค่เครื่องสองเครื่อง จำเป็นหรือเปล่าที่คุณจะเอามันลง ในการแข่งขันระดับความสูงนั้นใน matt ใหญ่ๆ คุณมั่นใจได้อย่างไร ว่ามันจะมีแรงกระโดดให้คุณจนครบ Course ผมจะบอกให้ว่า…. ในความยากง่ายของสนามแข่งขันนั้น มันไม่ใช่มีแค่ความสูงของเครื่องกระโดด เท่านั้น มันยังมีอีกหลายอย่างที่ผู้ออกแบบสนามเขา ออกแบบมาให้คุณได้ทดสอบ ฝีมือกัน มันยังมีทั้ง จุดเลี้ยว มุมที่จะเข้าเครื่อง เส้นทาง ระยะห่างระหว่างเครื่อง ชนิดของเครื่อง กระโดด และมีอะไรอีกมากมาย ซึ่งผู้ที่จะเป็นผู้ออกแบบสนามนั้น เขาต้องไปร่ำเรียนมา สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่คุณต้องเอาชนะ มันให้ได้ก่อน ในแต่ละระดับ ค่อยๆผ่านมันไปทีละขั้นๆ ไม่ต้องรีบ…… เดี๋ยววันนั้นมันมาถึงเอง

* สรุปก็คือ มี 3 ประเด็นหลักๆ คือ ต้องรู้ตัวเอง และแข่งกับตัวเอง ….ที่สำคัญที่สุด ต้องทำด้วยความรัก ความเข้าใจ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ….เท่านั้นเองครับ เคล็ดลับของผม !

 

คลีนิคหมอม้า

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศทีมีอากาศร้อนชื้น สภาพอากาศจึงเหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลากชนิด ม้าส่วนใหญ่ที่เป็นม้ากีฬาก็มักสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ และมาจากประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เพราะฉะนั้นการจะดูแลให้ม้ามีสุขภาพดี ผิวพรรณสดใส ปราศจากโรค จึงต้องอาศัยความพยายาม ความเอาใจใส่อย่างจริงจัง รวมทั้งต้องหมั่นทำความสะอาดตัวม้าอย่างถูกวิธี โรคยอดอิตอันดับหนึ่งที่อยากให้พวกเรารู้จัก ที่มักจะเกิดกับม้าที่อยู่ในบ้านเรานั่นคือ

โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราหรือขี้กลาก

เป็นโรคที่แพร่กระจายโดยการสัมผัสโดยตรง ส่วนมากเกิดจากการใช้เครื่องม้า หรืออุปกรณ์ทำความสะอาดร่วมกัน ภาวะของโรคสามารถแพร่ระบาดไปยังคนได้ เพราะฉะนั้นคนเลี้ยงหรือผู้ขี่จึงต้องระมัดระวังให้ดี

สาเหตุของโรค
การติดต่อของเชื้อปกติจะผ่านการสัมผัสโดยทางอ้อม เช่น การแปรงทำความสะอาจ ผ้าขนหนู อานม้า สายรัดทึบ เป็นต้น มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่จะเกิดขึ้นผ่านการสัมผัสโดยทางตรงกับม้าป่วย โอกาสของโรคที่จะเิกิดสูงมากยิ่งขึ้นเมื่ออากาศร้อนชื้น แต่ถ้าอยู่กลางแสงแดดจ้าจะมีผลให้สามารถยับยั้งพวกเชื้อราทุกชนิดได้ สปอร์เชื้อพวกนี้จะมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานาน อาจยืนยาวเป็นเวลาหลายปี

อาการของโรค
อาการที่เห็นเริ่มต้นม้าจะแสดงอาการคันรุนแรง โดยการถูคอก เนื่องจากม้าไม่มีนิ้วมือเอาไว้เกาเหมือนคน ซึ่งเราอาจไม่สามารถไปนั่งเฝ้าดูอาการทั้งวันได้ เราก็อาจดูได้จากลักษณะภายนอก เช่น เฉพาะบริเวณที่ติดเชื้อ เช่น ขนบางบริเวณอาจตั้งชัน หรือขนสั้นลง หรือขนร่วง ซึ่งเิกิดจากการถูนั่นเอง ซึ่งถ้าปล่อยไว้ ก็จะทำให้เิกิดแผล และ การลามของเชื้อรา หรืออาจเิกิดเป็นแผลติดเชื้อได้ จากที่กล่าวข้างต้น การแพร่ระบาดของโรค มักเิดจากการใช้วัสดุ อุปกรณ์ร่วมกันนั่นเอง

การดูแลรักษา
ส่วนใหญ่โรคผิวหนังพวกนี้ จะเกิดเป็นเฉพาะบริเวณ ถ้าเลี้ยงโดยการปล่อยแปลง อาจหายเองได้ แต่ต้องใช้เวลาหลายเดือน และมีโอกาสติดต่อกันได้สูง ความสำคัญคือการจำกัดการแพร่ระบาด หรือการลามของเชื้อ อาจช่วยได้โดยให้ยาฆ่าเชื้อรา ทาเฉพาะบริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อ เช่น ยาแค็ปแทน ซึ่งมีราคาไม่แพงและใช้กันอย่างแพร่หลาย มีลักษณะเป็นผง ทำเป็นสารละลาย ๓ เปอร์เซนต์, ยาไอโอดีน(ไอโอดีน ๑ เปอร์เซนต์) และสารซัลเฟอร์ในปูนขาว ๓ เปอร์เซนต์ ทาเฉพาะบริเวณ เป็นต้น
โดยทั่วไป พบว่าการใช้ยาแนทตามัยซิน ทาในรายที่เป็นโรคเชื้อราขี้กลากแบบทั่วตัวในบางรายได้ผลดี หรืออาจร่วมกับการกินยาปฏิชีวนะกรีสซีโอฟูลวิน ขนาดประมาณ ๑๐ มก.ต่อกิโลกรัมต่อวัน เป็นเวลา ๑ – ๒ เดือน แต่เนื่องจากราคาค่อนข้างแพงจึงไม่ค่อยนิยมแพร่หลาย

โรคเสียดท้อง

มักเกิดจากปัญหาการเลี้ยงดู ให้อาหาร และงานไม่สัมพันธ์กัน โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรมชาติ โดยจะเกิดปัญหากับระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหาร เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจมีสาเหตุมาจากความเครียดทางด้านจิตใจของม้าก็ได้

อาการของโรคที่พบ
ม้าจะมีอาการซึม ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ ได้แต่มาดมๆเท่านั้น และเมื่อเริ่มมีอาการเพิ่มขึ้นม้าจะเริ่มปวดแน่นท้อง โดยจะแสดงอาการใช้ขาคุ้ยพื้น เหลือบมองท้อง ล้มตัวลงนอน หรือ ผลุดลุก ผลุดนั่ง ต่อมาจะพยายามเบ่งท้อง เหมือนจะพยายามถ่ายอุจจาระ จนหมดแรง มันก็จะล้มตัวลงนอน และแสดงอาการทุรนทุรายออกมาให้เห็นชัด

สาเหตุของโรค
สำหรับโรคเสียดนั้นมีมาจากหลายสาเหตุ เช่น ร่างกายขาดน้ำ, มีพยาธิ์, เชื้อราบางชนิด, ขาดสารอาหารไฟเบอร์ซึ่งช่วยในการขับถ่า์ย, ปรับสภาพอาหารใหม่ไม่ทัน, มีสิ่งแปลกปลอมปนกับอาหาร, อาหารข้นไม่มีคุณภาพ, การออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ หรือ ให้อาหารก่อนหรือหลังใช้งานโดยกระทันหัน หรือ รวถึงความเครียดของม้าที่ต้องอยู่ในคอกแคบๆ เป็นเวลานานๆ เป็นต้น โดยสามารถแยกชนิดของโรคเสียดได้ดังนี้
๑. เสียดบริเวณกระเพาะอาหาร เกิดจากแบคทีเรียที่ย่อยไม่หมดของอาหาร หรืออาจเกิดจากความเครียดของม้า ซึ่งจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร
๒. เสียดบริเวณลำไส้เล็ก อาจเิกิดจากลำไส้พันกันหรือภาวะลำไส้อักเสบรุนแรง
๓. เสียดบริเวณลำไส้ใหญ่ อาจเกิดจากอาหารไม่ย่อยแล้วอุดตันในลำไส้ใหญ่ส่วนใดส่วนหนึ่ง หรืออาจเกิดจากการบิดของลำไส้ เป็นต้น

การป้องกันและการรักษา
หมั่นตรวจดูการกิน การขับถ่าย ของม้าอย่างสม่ำเสมอ, เลือกใช้อาหารข้นที่มีคุณภาพ มีสารอาหารครบตามที่ม้าต้องการ, เพิ่มเกลือแร่ Electrolyte เพื่อดึงน้ำไว้ในร่างกาย, ลดภาวะที่เิกิดจากการเครียดของม้า เช่น พาม้าไปออกกำลังกาย กินหญ้า ปล่อยแปลง ฯลฯ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

โรคไข้ลงกีบ (Laminitis)

ลามิไนทิส คือ การอักเสบของเยื่อ ลามิน่าในกีบ ทำให้เิกิดการเจ็บปวดอย่างรุนแรง

สาเหตุของโรค
กินเมล็ดพืชหรือข้าวเปลือกมากเกินไป ทำงานบนพื้นที่แข็ง มีไข้สูง เกิดจากการเกิดโรคอื่น เช่น เสียด หรือมีอาการติดเชื้อรุนแรง

อาการของโรค
ม้าแสดงอาการเจ็บขาหน้าแต่อาจเป็นทุกขา ลังเลที่จะเคลื่อนไหว ดึงขาหลังไว้ในตัว(ยืนถ่ายนำ้หนักไปขาหลัง) อุณหภูมิที่เท้าสูงขึ้น ชีพจรที่ข้อเท้าแรงขึ้น

การดูแลรักษา
๑. ยาแก้ปวด – โนวาซิเลน
๒. ยาแก้อักเสบ – บิวตาโซน ฟีนิลอาร์ไทด์
๓. ให้นำ้เกลือ เพื่อกระตุ้นระบบหมุนเวียนและทำให้เส้นเลือดบริเวณกีบขยายตัว
๔. ยืนบนพื้นนิ่ม เช่น แกลบหนาๆ
๕. ให้ยาชาตามเส้นประสาทเพื่อให้ม้าเดิน
๖. แต่งกีบช่วย

หมายเหตุ จุดมุ่งหมายการรักษาเพื่อป้องกันการเคลื่อนของกระดูกในกีบ

การควบคุมป้องกัน
๑. หลีกเลี่ยงการให้อาหารเมล็ดพืชมากเกินไปในสัตว์ทำงานน้อย
๒. หากเกิดโรคบางอย่าง เช่น เกิดเสียดนานๆ หรือโรคติดเชื้อที่มีการสร้างสารพิษ เช่น ท้องเสีย ควรให้ยา (DMSO 1 cc./kg. 3 วัน) และน้ำเกลือ เพื่อลดโอกาสเกิดลามิไนทิส

Endurance

Endurance riding is an equestrian sport based on controlled long distance races. It is one of the international competitions recognized by the FEI. There are endurance rides worldwide. There are two main types of long distance riding, Competitive trail riding and endurance rides. In an Endurance ride, discussed in this article, the winning horse is the first one to cross the finish line while stopping periodically to pass a veterinary check that deems the animal in good health and \”fit to continue.\” In the United States, most endurance rides are either 50 or 100 miles long, though shorter rides are organized for beginners and a few longer, usually multi-day, rides exist. In the USA, the American Endurance Ride Conference (AERC) sanctions endurance rides.

Winning riders complete 100-mile rides in 10-12 hours. Any breed can compete, but the Arabian generally dominates the top levels because of the breed\’s stamina and natural endurance abilities. Competitive trail rides are shorter, and factors other than speed are considered, horses may not come in under or over a certain time, and veterinary checks, rider behavior and other elements play a role in the placings. Worldwide, rules vary. Endurance rides and races can be any distance, though rarely over 160km for a one-day competition.

Eventing

Introduction

Eventing competition encompasses three tests – Dressage, Cross-Country and Jumping. There are individual and team competitions. Each competitor rides the same horse on separate and consecutive days.

Rules

The first test is Dressage, to test the harmonious development of the horse\’s physique and ability. The score is converted into penalty points using a special formula. The second test is Cross-Country without steeplechase, where the horse is required to complete a set course of appr. 5.7km within an optimal time, clearing a variety of natural obstacles such as ditches, water, stone walls, benches as well as fallen trees. The third test is Jumping, which takes place on the third day, with an objective to test if the horses have retained their energy and obedience to jump a course of 10 to 13 obstacles.

For more details, please refer to competition format and rules. The French version is available here.

Judging

The winner of an Eventing competition is the competitor with the least penalties over the three tests. The winning team is the one with the lowest total penalty points, after adding together the final scores of the top 3 competitors in the team.

75 athletes were initially expected to compete in Eventing in 2008.

70 athletes from 24 nations are officially entered after the 1st horse inspection.

Eventing อีเวนท์ติ้ง

เป็นประเภทกีฬาขี่ม้าที่รวม เอา ทั้ง Dressage และ Show jumping มารวมกัน โดยเพิ่มในส่วนของ Cross Country หรือ การขี่ม้าในภูมิประเทศเข้าไปด้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกีฬาว่ายน้ำประเภทผสม ซึ่งมีการรวมเอาหลายท่าไม่ว่าจะเป็นผีเสื้อ, Freestyle , กรรเชียงและกบมาแข่งขัน เฉกเช่นเดียวกับที่ Eventing กำหนดให้ผู้ขี่และม้าตัวเดิมจะต้องผ่านทั้ง Dressage, Cross Country และ Show jumping ในด่านสุดท้ายซึ่งใครที่ผ่านทั้ง 3 ด่านแล้วมีคะแนนเสียน้อยที่สุด จะเป็นผู้ชนะ กีฬาประเภทนี้ไม่สามารถแข่งจบภายในวันเดียว เพราะฉะนั้นผู้ชมจะต้องทราบผลคะแนนของแต่ละประเภท ของนักกีฬาและม้าแต่ละคน โดยดูได้จากบอร์ดคะแนน ซึ่งเมื่อกรรมการรวมคะแนนเสร็จแล้วจะนำมาประกาศภายหลังจากจบการแข่งขันในแต่ ละประเภทเพื่อให้ทราบทั่วกัน โดยเริ่มจากการแข่งขันใน Dressage ซึ่งการแข่งขันก็จะเหมือนกับ Dressage ทั่วไป เพียงแต่เอาคะแนนที่ทำได้ ลบด้วยคะแนนเต็มทั้งหมด ซึ่งจะเป็นคะแนนเสียสะสม ซึ่งจะไปรวมกับ คะแนนเสียในส่วนของ Cross Country ซึ่งม้า จะต้องวิ่งไปตาม Couse Plan ที่ผู้ออกแบบสนาม ได้กำหนดไว้และกระโดดข้ามเครื่องขวางที่ถูกสร้างขึ้นในภูมิประเทศที่แตกต่าง กันไป โดยที่ผู้ขี่และม้ามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธเครื่องได้ไม่เกิน 3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะถูกตัดคะแนน 20 คะแนน ในครั้งที่ 3 จะถูกให้ออกจากการแข่งขัน โดยจะปฏิเสธในเครื่องกีดขวางเครื่องเดียวกันได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ปฏิเสธครั้งที่ 1 คงเสีย 20 คะแนน ถ้ายังปฏิเสธครั้งที่ 2 อีกก็จะ เสียคะแนนเพิ่มอีก 40 คะแนน ถ้ายังมีครั้งที่ 3 ต้องถูกให้ออกจากการแข่งขัน ส่วนการตกม้าใน Cross Country นั้น ไม่อนุญาติให้มีการตกม้า ต้องออกจากการแข่งขันเท่านั้น โดยรายละเอียดของกติกาค่อนข้างจะซับซ้อนพอสมควร ถ้าจะศึกษากันจริง ๆ จะต้องเข้าอบรมเพราะรายละเอียดจะมีค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนใหญ่ผลแพ้ชนะ ผู้ชมสามารถมาลุ้นเอาที่ประเภทสุดท้าย คือ Show jumping ได้ โดย ขอทราบรายละเอียดคะแนนของ 2 ประเภทแรกได้จากกรรมการ แล้วนำมาคิดรวม กับคะแนนเสียใน Show jumping วันสุดท้าย ซึ่งหลักการคิดในปัจจุบัน FEI. ปรับ ให้มีการคิดคะแนนเหมือนใน Show jumping ทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ไม่สับสน ต่างกันนิดหน่อยตรงที่การคิดคะแนนเสียจากการใช้เวลาเกิน Time Allowed มีคะแนนเสียเพิ่ม วินาทีละ 1 คะแนน และอนุญาติให้ตกม้าได้ครั้งนึง โดยมีคะแนนเสีย 8 คะแนน แต่ถ้าตกม้าครั้งที่ 2 ต้องออกจากการแข่งขัน Elimination

Jumping

Introduction

Jumping competition dates back to the 19th century. The first Grand Prix jumping event held in Paris in 1866 enhanced the international status of the sport. Jumping became an Olympic discipline in 1900, with two categories – High Jump and Long Jump. In the early years, the military dominated the event until the first civilian won the gold medal in the 1952 Helsinki Games.

Rules

The rider and horse combination is required to clear a series of 10 to 13 obstacles in the prescribed order along a set course, to test the pair\’s skill, accuracy and training. The obstacles include vertical obstacles, spread obstacles, water jump, double/treble combinations as well as walls.

For more details, please refer to competition format and rules. The French version is available here.

Judging

– If the horse refuses to jump or knocks down the fence(s), the rider will incur 4 penalty points. If they exceed the time allowed, additional penalty points will be incurred.
– The horse and rider will be eliminated after a second refusal as well as any fall.
-The winner is the horse and rider combination with the least penalty points. In the case of a tie, the competitors will enter into a jump-off round to determine the ranking. In case of another tie, the combination with the fastest time wins.

After horse inspection, 77 athletes from 29 nations compete in Jumping in 2008.

Showjumping หรือ การขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง

กีฬาประเภทนี้ ได้รับความนิยมจากผู้ชมทั่วไป เป็นอย่างมาก เพราะมีความสนุก, ตื่นเต้น, เร้าใจ ตลอดจนเข้าใจง่าย ศึกษา กฎ กติกา คร่าว ๆ ก็พอจะเข้าใจ ซึ่งหลักจริง ๆ มีอยู่ไม่เท่าไหร่ สามารถลองให้คะแนนเอง ร่วมไปกับกรรมการได้ อีกทั้งเมื่อผู้เข้าแข่งขัน แข่งเสร็จในแต่ละคนผู้บรรยายสนามจะสรุปคะแนนให้ฟัง ซึ่งผู้ชมสามารถจดบันทึกตามไปด้วย ประกอบการชมการแข่งขัน จะทำให้เกิดอรรถรสในการชมการแข่งขันมากยิ่งขึ้นไปด้วย โดยกติกาง่าย ๆ โดยเริ่มจากผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีคะแนนเสียเท่ากัน คือ 0 คะแนนในตอนเริ่ม โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำม้าของตน กระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ตามหมายเลขเครื่องและแบบของสนาม ซึ่งผู้ออกแบบสนาม(Couse Designer) เป็นผู้ออกแบบไว้ จนครบ โดยใครที่มีคะแนนเสียน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ

ทีนี้ลองมาดูกันครับว่า คะแนนเสียในการแข่งขันเกิดขึ้นได้จากอะไรบ้าง
– คะแนนเสียจากการกระโดด
– ม้าเตะเครื่องตกพื้น ซึ่งจะมีคะแนนเสียเครื่องละ 4 คะแนน โดยเครื่องตกกี่เครื่อง ก็คูณ 4 เข้าไป
– ม้าปฏิเสธเครื่อง โดยเบรคหน้าเครื่องกีดขวาง หรือ หลบออกทางข้างทั้งซ้ายและขวา โดย ถ้าปฏิเสธครั้งที่ 1 จะเสีย 4 คะแนน เช่นเดียวกับเตะเครื่องตก แต่ถ้าเกิดปฏิเสธครั้งที่ 2 แสดงว่าม้าไม่พร้อมที่จะแข่งขัน ต่อไป ต้องถูกให้ออกจากการแข่งขัน ( Elimination )
– คะแนนเสียจากการใช้เวลาเกิน ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ผู้บรรยายสนาม จะประกาศให้ทราบถึง เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน ด้วยกัน 2 ประเภทเวลา คือ
– เวลาที่ยินยอม ( Time Allowed ) ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำเวลาในการผ่านจากเส้นเริ่มต้น ( Start Line ) จนถึงเส้นจบ ( Finish Line ) น้อยกว่าเวลา Time Allowed ที่กำหนด แต่ถ้าใช้เวลาเกิน จะมีคะแนนเสียเพิ่มขึ้น อีก 4 วินาทีต่อ 1 คะแนน ยกตัวอย่างเช่น Time Allowed คือ 97 วินาที แต่ นาย ก กับม้า A ทำเวลาได้ 99วินาที ซึ่งเกิน Time Allowed 2 วินาท(อยู่ใน 4 วินาทีแรก) ก็จะทำให้ นาย ก กับม้า A มีคะแนนเสียเพิ่มจากคะแนนเสียจากการกระโดด อีก 1 คะแนน …ใน Case เดียวกัน หาก นาย ข กับม้า B ทำเวลาได้ 103 วินาที ซึ่งเกิน Time Allowed 7 วินาที (อยู่ใน 4 วินาทีที่สอง) ก็จะทำให้นาย ข กับม้า B มีคะแนนเสียเพิ่มจากการกระโดด อีก 2 คะแนน เป็นต้น
– Time Limit หรือเวลาที่กำหนดจะเท่ากับ 2 เท่าของ Time Allowed ยกตัวอย่างเช่น Time Allowed เท่ากับ 97 วินาที ดังนั้น Time Limit จะเท่ากับ 194 วินาที เป็นต้น ผู้ขี่ม้าจะต้องทำเวลาได้ภายใน Time Limit ที่กำหนด ถ้าเกินแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวจะต้องออกจากการแข่งขัน (Elimination)
– ถ้าผู้เข้าแข่งขันตกม้า ต้องถูกออกจากการแข่งขัน( Elimination)

Dressage

Introduction

Dressage, derived from the French word “dresser” meaning “to train”, dates back to the Renaissance Era, when it gained recognition as a good training method for European cavalries. This competition tests the obedience and agility of the horse and its coordination with its rider. The rider and horse combination is required to perform a series of carefully designed, graceful movements, and as a result, Dressage is often called “equestrian ballet”.

Rules

The rider and the horse are required to perform three rounds of competition in a 20m x 60m flat arena:
– The first two rounds are movements set by the F?d?ration Equestre Internationale (FEI)
– The last round is freestyle-to-music – the rider and the horse will freely interpret self-choreographed movements to the music of their choice.

For more details, please refer to competition format and rules. The French version is available here.

Judging

– The judges will give a mark on the quality of each movement of the combination. The maximum mark for each movement is 10.
– The winner is the one with the highest total marks for the whole competition.

50 athletes were initially expected to compete in Dressage in 2008. 49 athletes from 11 nations are officially entered after horse inspection.

Dressage หรือ ที่เรียกว่า ศิลปะการบังคับม้า

เมื่อ กล่าวถึงกีฬาประเภทนี้ อยากให้ผู้อ่านลองนึกภาพ การขี่ม้าที่ผู้ขี่แต่งกายสวย ๆใส่ชุดทักซิโด้, หมวกทรงสูง ( Top Hat ) ตลอดจนมีการถักเปียที่ขนแผงคอม้าและที่หางเป็นต้น ผู้แข่งขันจะบังคับม้าของตนปฏิบัติตามคำสั่งที่กรรมการได้แจกจ่ายไปไว้ ก่อนล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนฝีเท้าม้าในการวิ่งตามจุดบังคับต่างๆ รวมถึงลักษณะการย่างก้าวของม้า ซึ่งใครบังคับม้าของตนได้อย่างสวยงาม แต่ละท่าทางได้เข้าตากรรมการมากกว่ากัน คนนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ เฉกเช่นเดียวกับ กีฬายิมนาสติก ประเภท Floor Exercise ซึ่งบางครั้งไม่ง่ายนักที่จะเดาใจกรรมการได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ สำหรับกีฬาประเภทนี้เรา ๆ ในส่วนของคนดู คงได้แต่เอาใจช่วยนักกีฬาและม้าที่เราชื่นชอบ เท่านั้นแหละครับ ส่วนการตัดสินแพ้ชนะ ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรมการเขาดีกว่า เพราะถ้าผลคะแนนออกมาไม่ตรงกับใจเราจะเกิดกรณี ? ม้าแพ้คนไม่แพ้ ? ขึ้นม้าอีก ซึ่งมีให้เห็นกันบ่อยในบ้านเรา